นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขมสก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเร่งติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) บนรถโดยสารธรรมดา(รถเมล์ร้อน)ของขสมก. จำนวน 800 คัน ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้ทันรองรับการใช้บัตรสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อย ที่เป็นค่าเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยจะทยอยติดตั้งเครื่อง E-Ticket บนรถเมล์ให้ได้ 200 คันก่อน และอีก 600 คัน จะใช้สมาร์ทโฟนประจำรถที่อยู่กับพนักงานเก็บค่าโดยสารอ่านบัตรเพื่อรับเงินจากบัตรสวัสดิการก่อน เพื่อทันกับการให้บริการตามกำหนด 800 คัน ครอบคลุมกรุงเทพและปริมณฑล ในระหว่างให้บริการก็จะทยอยติดเครื่อง E-Ticket ให้ครบ และนำสมาร์โฟนออก สำหรับจุดสังเกตรถเมล์ที่ติดตั้งเครื่องดังกล่าว จะติดสติ๊กเกอร์สีเขียวข้อความ “รถคันนี้ใช้ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ” แทนที่ข้อความ “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน”
“ผู้โดยสารที่ถือบัตรสวัสดิการ จะต้องนำบัตรมาแตะที่เครื่อง E-Ticket ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณทางขึ้นลงใกล้ประตู ซึ่งมีไว้บริการ 2 เครื่องต่อคัน โดยต้องแตะบัตรทั้งตอนขึ้นและลงรถเมล์ ซึ่งจะมีการตัดค่าโดยสารอัตโนมัติ หากค่าโดยสารในบัตรหมด ก็สามารถใช้เงินสดควบคู่ได้ ขณะเดียวกันประชาชนยังสามารถใช้เงินสดบนรถเมล์ดังกล่าวได้ปกติ มีพนักงานเก็บค่าโดยสารให้บริการและให้คำแนะนำแก่ผู้โดยสารบนรถตามปกติเช่นกัน”นายประยูรกล่าว
นายประยูร กล่าวว่า การติดตั้งเครื่อง E-Ticket ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ บนรถโดยสาร ขสมก. 2,600 คัน ซึ่งว่าจ้างให้บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ติดตั้ง สัญญา 5 ปี วงเงิน 1,665 ล้านบาท ซึ่งจะติดตั้งทั้งเครื่อง E-Ticket และกล่องเก็บค่าโดยสาร (Cash box) ซึ่งรับ-ทอนเหรียญอัตโนมัติ บนรถเมล์ของ ขสมก. ทั้ง 2,600 คัน ให้ครบภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า แบ่งเป็นรถเมล์ร้อน 1,562 คัน และรถโดยสารปรับอากาศ (รถเมล์แอร์) 1,038 คัน เพื่อรองรับทั้งการใช้อี-ทิคเก็ตของประชาชนทั่วไป เช่น ระบบตั๋วร่วมบัตรแมงมุม รวมทั้งรองรับเงินสดด้วย
นายประยูร กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีแรก ที่ ขสมก.นำระบบ E-Ticket มาใช้บนรถเมล์ พนักงานเก็บค่าโดยสารยังคงปฏิบัติหน้าที่บนรถ แนะนำการใช้งานระบบใหม่ ให้ผู้ใช้บริการได้เรียนรู้และปรับตัว เมื่อระบบนี้สมบูรณ์อยู่ตัวแล้ว ขสมก. มีแผนดำเนินโครงการเกษียณอายุพนักงานก่อนกำหนด(Early retirement) เปิดโอกาสให้พนักงานเข้าร่วมโครงการได้ตามความสมัครใจ โดยจะใช้ระบบค่าตอบแทนเป็นสิ่งจูงใจพนักงานให้เข้าร่วมโครงการ ส่วนว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ยังไม่ได้สรุป ฝ่ายทำแผนกำลังทำรายละเอียด ซึ่งจะส่งแผนนี้ไปพร้อมกับแผนฟื้นฟูองค์กรทั้งหมดให้กับกระทรวงคมนาคม คาดภายในเดือนตุลาคมนี้

