นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเปิดตัวหนังสือ “Thailand RESET พลิกมุมคิดเศรษฐกิจไทย เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ที่ร้านนายอินทร์ เดอะสตรีท รัชดา กรุงเทพฯ ว่า ในหนังสือมีหลักคิดสำคัญๆ ที่ตนเองได้คิดขึ้นมา คือ ประเทศจะก้าวหน้าและยิ่งใหญ่ได้แค่ไหนก็จะไม่เกินประชาชน ดูจากประเทศที่เป็นมหาอำนาจได้เพราะมีคนเก่ง ดังนั้นจะให้ประเทศก้าวหน้าได้ต้องพัฒนาคน ขณะเดียวกันรัฐบาล จะต้องทำสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวย เพื่อให้คนปรับตัว ไม่ใช่อุ้มอย่างเดียว โดยทำนโยบายให้ประชาชนสามารถพึ่งตัวเองได้ เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คืออยากมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย จุดเด่นหนังสือ เป็นความพยายามคิดนอกกรอบและสามารถนำวิธีคิดไปต่อยอดพลิกแพลงได้ ให้ต่างไปจากวิธีการเดิมๆ ในส่วนการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาจิ (คสช.) ในปัจจุบันซึ่งคนมองว่าเป็นรัฐราชการนั้นมีข้อจำกัด ติดกรอบนโยบายแบบเดิมๆ จึงได้เสนอวิธีคิดนอกกรอบ ออกมา
“ บนปกหลังหนังสือที่เขียนคำว่าก้าวข้ามตัวบุคคล ก้าวพ้นสีเสื้อก้าวเพื่อประชาชน ร่วมกันทำสังคมไทยให้เดินหน้า ตั้งโจทย์บริหารเศรษฐกิจโดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องการจะสื่อว่า ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 อยากให้เป็นการเมืองแบบใหม่ ถ้ายังมีแนวคิดเดิมเดิมๆ ก็จะเป็นแบบเก่า รัฐบาลคสช. มีโอกาสเด่นในการชักจูงทุกพรรคการเมือง มาพูดคุยกัน เพื่อหาทางไปต่อร่วมกัน จนสามารถสลายสีเสื้อและตัวบุคคล ให้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน การวางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศควรแยกออกจากนโยบายประชานิยม”นายธีระชัยกล่าว
นายธีระชัยกล่าวว่า การที่ประชานิยมยังมีเพราะนักการเมืองก็ต้องการเสียง และประชาชนก็ต้องการเงิน แต่ผลเสียจะเกิดกับประชาชนทั่วไป เพราะหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น คสช.จึงควรดึงหลายพรรคการเมืองเข้ามาช่วยชี้นำและให้เครื่องมือแก่ประชาชน ทำความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ในหลายๆด้าน มีความเป็นธรรมทางทางด้านภาษี กฎหมายและการศึกษา เหล่านี้จะเป็นจุดหนึ่งที่จะทำให้ ประชาชนมองเห็น ความแตกต่างของประชานิยมกับความยั่งยืน
“นายกฯประยุทธ์ สามารถดึงพรรคการเมืองมาพูดคุยกันได้ และทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นได้สูง เพราะนายกฯเป็นคนพูดตรงๆ เป็นธรรมชาติ ไม่ซับซ้อน ทุกพรรคการเมืองบอกว่าตอนนี้คะแนนนิยมของพรรคสู้ลุงตู่ไม่ได้ หากจะก้าวข้ามทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง คนที่ทำได้ตอนนี้คือ ลุงตู่ ไม่มีคนอื่นทำได้”นายธีระชัยกล่าว
นายธีระชัยกล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ควรทำตอนนี้ ในมุมมองของตนเองคือ ชีวิตชนบทพวกเกษตรกร ซึ่งมีถึง 40% ของประชากรทั้งประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาล ได้ช่วยเหลือแบบปลายน้ำ แจกเงินชดเชย ซึ่งไม่ยั่งยืน ต่อจากนี้ จึงควรสำรวจแต่ละชุมชนว่ามีความต้องการอะไรบ้าง ที่เป็นอุปกรณ์ หรือเครื่องมือในการลดต้นทุนประกอบอาชีพ และทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น แหล่งน้ำขนาดเล็ก โรงผลิตปุ๋ย เมื่อทราบแล้วรัฐก็จัดงบก้อนใหญ่ให้กับชุมชนนั้นๆ ในระยะยาวให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และค่อยๆ ลดนโยบายประชานิยมออกไปทำขนานกันไป เชื่อว่าจะทำให้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น
นายธีระชัยกล่าวว่า ส่วนการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ มองว่าเป็นอันตรายต่อประเทศและไม่มีความจำเป็น บทบาทการขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจสามารถทำได้ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อยู่แล้ว ขณะเดียวกันบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ อาจจะเป็นช่องทางแปรรูป นำเอาทรัพย์สินที่ดีออกไปยังบริษัทลูก และมีการแปรรูปบริษัทลูกด้วย ดังเช่นมาเลเซียที่กลายเป็นช่องทางของนักการเมือง ที่เข้ามาหาผลประโยชน์
นายธีระชัยกล่าวว่า ส่วนกรณีกระทรวงการคลังห่วงเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เวลาเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้เศรษฐกิจฟื้นยากโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร ที่เมื่อแปลงจากเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง กระทรวงการคลังคงมีข้อกังวลไม่อยากให้เงินบาทแข็งค่าจนเกินไป จึงมีข้อเสนอแนะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอัตราดอกเบี้ย แต่ ธปท. เห็นแย้งว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยจะต้องดูอัตราเงินเฟ้อเป็นหลักด้วย หากบาทแข็งค่าไปก็อันตราย จึงอยากให้กระทรวงการคลังและ ธปท.หารือกัน ไม่ใช่คุยแค่เรื่องลดอัตราดอกเบี้ยเท่านั้นแต่ควรพูดคุยกันถึงวิธีการอื่นๆที่จะชะลอไม่ให้เงินไหลเข้ามากินส่วนต่างในประเทศไทย ในส่วนเศรษฐกิจไทย มองว่าขณะนี้ทยอยดีขึ้น การส่งออกดีขึ้น อย่างไรก็ตามเวลาที่เหลือ รัฐบาล ควรชักจูงประชาชนว่าอย่ากังวลเกินกว่าเหตุกับตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นที่ ทำอย่างไรให้ประชาชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถบริหารจัดการตัวเองได้

