“บิ๊กฉัตร”สั่งปรับยุทธศาสตร์นม รับมือครม.ให้ทบทวนเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย เพิ่มโควตานำเข้านม หวั่นกระทบเกษตรกรไทย

24.09.17 | 15:24 น.

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด ) เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ที่มีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน ไปปรับแก้ยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2560 – 2569 ให้สอดรับสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมามีมติรับทราบการทบทวนความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ออสเตรเลีย โดยเพิ่มปริมาณโควตาการนำเข้านมผงขาดมันเนยอีก 10% จากปริมาณที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน โดยมีอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบเกษตรกรและอุตสาหกรรมโคนมของไทย ดังนั้นจึงให้คณะอนุกรรมการฯกลับไปพิจารณาความเสี่ยงบรรจุลงให้แผนยุทธศาสตร์ด้วย เพื่อเป็นการเตรียมแผนรองรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนมของประเทศ

“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าการทบทวนเอฟทีเอไทย – ออสเตรเลีย จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนมในประเทศไทยพอสมควร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยที่ไม่พร้อมปรับตัว พล.อ.ฉัตรชัย จึงมีคำสั่งให้ปรับปรุงยุทธศาสตร์นมให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์นม ระยะเวลา 10 ปี ถือเป็แผนยุทธศาสตร์นมฉบับแรกของประเทศ มีเป้าหมายผลักดันให้องค์กรโคนมบริหารงานมีกำไรไม่น้อยกว่า 80% ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เฉลี่ย 5% ต่อปี เพิ่มผลผลิตน้ำนมเฉลี่ย 4% ต่อปี เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นม ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี เพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศ เฉลี่ย 4% ต่อปี หรือมากกว่า 20 ลิตร/คน/ปี ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยรวมกลุ่มสหกรณ์ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีบริหาร 2.การพัฒนาการผลิตน้ำนมโคและอุตสาหกรรมโคนมให้ได้มาตรฐานสากล โดยการทำแปลงใหญ่โคนม การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ การผลิตนมให้นมมีความหลากหลายอาทิ นมอินทรีย์ 3.การส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยการเพิ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์ อาทิ ชีส นมผง โยเกิร์ต และเนย รวมทั้งการการรณรงค์และส่งเสริมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศ การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า 4.การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการใช้ประโยชน์ และ5.การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตร อาทิ การปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์โคนม

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย ปี 2559 แบ่งเป็น การผลิตในประเทศ ประกอบด้วย เกษตรกร 16,480 ราย โคนมทั้งหมด 616,420 ตัว ผลผลิตน้ำนมต่อวัน 3,332 ตัน ศูนย์รวบรวมน้ำนม จำนวน 162 แห่ง สหกรณ์ 93 แห่ง ศูนย์เอกชน 68 แห่ง แบ่งเป็น ศูนย์ที่ได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี มีจำนวน 157 แห่ง ปริมาณน้ำนม 33,28 ตัน/วัน โดยเป็นนมพาณิชย์ 2,000.786 ตัน/วัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ผู้ประกอบการ 23 ราย และเป็นนมโรงเรียน 1,323.408 ตัน/วัน หรือคิดเป็น 40% นักเรียน 7.4 ล้านคนดื่มนม 260 วัน ขนาด 200 ซีซี/คน/วัน งบประมาณกว่า 14,000 ล้านบาท นมพาสเจอร์ไรส์ ราคา 6.26 บาท/ถุง นมยูเอชที ราคา 7.55 บาท/กล่อง นม ยูเอชที ราคา 7.45 บาท/ซอง โรงงานทั้งหมด 72 โรง เป็นพลาสเจอร์ไรส์ 64 โรง และยูเอชที 8 โรง ส่วนศูนย์ที่ไม่ได้รับมาตรฐานจีเอ็มพี มี 5 แห่ง ปริมาณนม 4 ตัน ขณะที่การนำเข้าจากต่างประเทศ ผ่านระบบโควต้า เป็นนมผง 58,011.58 ตัน/ปี