นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร : การปรับตัวสู่นวัตกรรม 4.0 จัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการแพทย์อยู่แล้ว เพราะพร้อมทั้งแพทย์และโรงพยาบาลมาตรฐานที่รองรับระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่การพัฒนาการแพทย์ครบวงจรเพิ่งเริ่ม โดยการแพทย์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ (นิว เอส-เคิร์ฟ) ที่รัฐต้องการสนับสนุน ซึ่งปี 2559 มีสัดส่วนการส่งออกเครื่องมือแพทย์ของไทยอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปี 2558 ที่มีมูลค่า 4.32 แสนล้านบาท และมีสัดส่วน 1.3% ของทั่วโลก ที่มีมูลค่า 36.6 ล้านล้านบาท
“เทียบตัวเลขทั่วโลก พบว่า ไทยยังมีศักยภาพ และเห็นว่าความต้องการเครื่องมือแพทย์ของตลาดโลกมีขนาดใหญ่ แต่ไทยยังมีช่องว่าง ที่ต้องเร่งรัดการพัฒนา ทั้งเรื่องการวิจัย การผลิตสำหรับส่งออกและใช้ในประเทศ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการทดสอบเครื่องมือ หากไทยได้รับการส่งเสริมเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มที่ คาดว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ จะเติบโตได้อีกมาก ทำให้การส่งออกเครื่องมือแพทย์เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20-25% ต่อปี ”
นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (ไอพี ไอดีอี เซ็นเตอร์) ซึ่งจะทำให้การพัฒนาต่อยอดเครื่องมือทางการแพทย์ของไทยเกิดขึ้นได้จริง ตอบโจทย์ตลาด เพราะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์สิทธิบัตรอุปกรณ์การแพทย์ ว่าตรงไหนเป็นโอกาสและช่องว่าง นอกจากนี้ การคิดค้นนวัตกรรม อยากให้ใส่ใจโอกาสทางการตลาด และดูความต้องการด้วย ที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่นักวิจัยคิดงานออกมาแล้วไม่ค่อยออกสู่ตลาด อยู่บนหิ้ง ไม่ได้ไปสู่ห้าง ดังนั้น การวิจัยทางการแพทย์มีต้นทุนสูง จะทำแต่ละครั้ง ควรมองความต้องการของตลาดด้วย
นายวีระเวช อรธนาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยี และกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทลเล็คชวลดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรระดับโลก ที่มีการผลิตเทคโนโลยีและนวัตกรรมออกมาแล้ว อันดับแรกคือการขอจดสิทธิบัตร 4.55 แสนสิทธิบัตร หรือสัดส่วน 29.94% รองลงมา 2.39 แสนสิทธิบัตร หรือ 15.76% เป็นกลุ่มการแพทย์ผู้สูงอายุ ตามด้วย 2.38 แสนสิทธิบัตร หรือ 15.66% เป็นกลุ่มการผ่าตัด และ 2.14 แสนสิทธิบัตร หรือ 14% เป็นกลุ่มการฆ่าเชื้อ ที่เหลือเป็นทันตกรรม อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยและระบบทางการแพทย์ ในจำนวนทั้งหมดเป็นการยื่นจดสิทธิบัตรของภาคเอกชน คิดรวมเป็น 95.19% นับว่าเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
ประเทศหลักของโลกในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรสูง ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนu สำหรับไทยในแต่ละกลุ่มภายใต้อุตสาหกรรมทางการแพทย์น้อยมากในทุกด้าน เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ นับเป็นจุดอ่อนในแง่การแข่งขันในระดับสากล แต่ไทยมีโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ใช้ภายในประเทศ เนื่องจากจำนวนสิทธิบัตรยังไม่มากนัก รวมทุกสิทธิบัตรทางการแพทย์อยู่ในระดับพันต้นๆ เท่านั้น นอกจากนี้ ไทยมีสัดส่วนของเทคโนโลยีด้านการฆ่าเชื้อและการลดการติดเชื้อมากเป็นอันดับ 1 แต่ความสนใจของผู้เล่นหลักของโลก ดังนั้น เทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ ระบบทางการแพทย์และการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ

