‘อนุฯบีโอไอ’อนุมัติผลิตยาชีววัตถุรักษาโรคมะเร็งครั้งแรกในไทย

26.09.17 | 12:52 น.

น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายได้พิจารณาให้การส่งเสริมแก่กิจการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลิตเภสัชชีววัตถุแก่บริษัท เอบินิส จำกัด ซึ่งเป็นกิจการของคนไทย ถือหุ้นโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งร่วมมือกับบริษัท ซิมับ จำกัด บริษัทภายใต้การดูแลของรัฐบาลประเทศคิวบาและเป็นผู้ผลิตยากลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำของโลก เงินลงทุนทั้งสิ้น 2,266 ล้านบาท โดยโครงการนี้เป็นการวิจัยพัฒนาและผลิตเภสัชชีววัตถุและยาชีววัตถุในกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ ที่ผลิตจากเซลล์สัตว์และยังไม่เคยมีการผลิตในประเทศไทยมาก่อน เพื่อใช้สำหรับรักษาโรคในคน ได้แก่ โรคมะเร็ง(มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้) และโรคแพ้ภูมิตัวเอง(โรครูมาตอยด์ โรคภูมิแพ้ และโรคสะเก็ดเงิน)

“โครงการนี้เป็นการผลิตยาแนวใหม่โครงการแรกในประเทศไทย ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตัวยาชีววัตถุของผู้ป่วยในประเทศไทย ช่วยยกระดับเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออกยาชีววัตถุในอนาคต” น.ส.ดวงใจกล่าว

น.ส.ดวงใจกล่าวว่า สำหรับยาชีววัตถุส่วนใหญ่เป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกาย มีหน้าที่ในการควบคุมระบบต่างๆ ในร่างกาย และสามารถบำบัดรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ได้ จึงสามารถรักษาอาการป่วยต่างๆ ได้โดยการฉีดยาชีววัตถุเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ยาชีววัตถุบางกลุ่มก็สามารถรักษามะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง และไม่ได้ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกายเหมือนยาเคมีบำบัดในรุ่นเดิมๆ แต่ยาในกลุ่มนี้เป็นยาสมัยใหม่ จึงมีราคาสูงมาก และที่สำคัญโครงการนี้มีจะมีการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุต้นแบบหนึ่งรายการ ที่สามารถใช้รักษาโรคแพ้ภูมิตนเองที่ทำงานโดยหยุดการโจมตีของเซลล์เม็ดเลือดขาวไม่ให้ไปทำลายเซลล์ปกติอื่นๆ ด้วยกลไกการออกฤทธิ์แบบใหม่ โดยคนไข้สามารถนำมาฉีดเองที่บ้านได้ ถือว่าเป็นยาต้นแบบครั้งแรกของโลกที่มีการทำงานในลักษณะดังกล่าวและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่ต้องไปโรงพยาบาล

ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ การวิจัยพัฒนา ขั้นตอนการผลิต สูตรการผลิต และการควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงพิจารณาให้การส่งเสริม และให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงถึง 10 ปีเป็นโครงการแรกด้วย

 

Advertisement