หน้าแรก เศรษฐกิจ “ดีอี” ย้ำเน็...

“ดีอี” ย้ำเน็ตหมู่บ้านช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม-เอสซีจีเผยนวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญแนะองค์กรทำR&D

27.09.17 | 15:58 น.

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงานสัมมนา “เอซีเอ็มเอ บิสซิเนส ฟอรั่ม 2560” ว่า นโยบายสำคัญที่กระทรวงดีอีกำลังขับเคลื่อน ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมคือ การวางโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการเน็ตประชารัฐ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2561 ไทยจะมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงคอรบคลุมทุกหมู่บ้าน 75,000 แห่ง พร้อมกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นควบคู่กันไป และการทำงานส่วนที่ 2 ที่สำคัญคือการทำกฎหมายดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น นอกจากนี้จะสร้างความตระหนักให้เกิดในสังคม โดยเตรียมจัดงานดิจิทัล ไทยแลนด์บิ๊กแบง 2560 ในต่างจังหวัดอีก 4 แห่ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการจัดงานดิจิทัล ไทยแลนด์บิ๊กแบงที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200,000 คน จากการจัดงานเพียง 4 วัน รวมถึงการพิจารณาในมิติอื่นๆ เช่น การแข่งขันโดรน การแข่งขันประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการและประธานที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า นวัตกรรมเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ บริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) โดยมองว่าแต่ละองค์กรจะต้องมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งในปีนี้ไทยตั้งเป้าใช้งบอาร์แอนด์ดีประมาณ 0.62% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือประมาณ 80,000-90,000 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี ภายในปี 2561 หรืออีกไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ขณะที่เกาหลีซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ใช้งบประมาณทำอาร์แอนด์ดี 4% เพิ่มขึ้นจากเดิม 1% ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“การทำอาร์แอนด์ดีของบริษัทไทยในปัจจุบันยังอยู่ในองค์กรใหญ่ๆ ไม่กี่องค์กร ยังไม่ลงไปถึงองค์กรขนาดเล็กและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมองว่าหากแต่ละบริษัทให้ความสำคัญกับการทำอาร์แอนด์ดี จะทำให้เติบโตในลักษณะก้าวกระโดดได้ เนื่องจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้” นายกานต์กล่าว

นายกานต์กล่าวว่า เอสซีจีเริ่มใช้งบอาร์แอนด์ดีในปี 2548 โดยใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท และเพิ่มงบประมาณมากขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับหลายพันล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งผลจากการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการทำอาร์แอนด์ดี ทำให้ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (เฮชวีเอ) ประมาณ 37-38% ของยอดขายรวม หรือประมาณ 160,000 ล้านบาท และนอกจากนวัตกรรมแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการทำงานของผู้นำ และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำงาน