นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 27 กันยายน มีมติเป็นเอกฉันท์ 6:0 เสียง (มีกรรมการลาประชุม 1 คน) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี นับว่าเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 19 ของการประชุม นับตั้งแต่เมษายน 2558 เหตุผลที่ยังคงดอกเบี้ยไว้เพราะเป็นระดับที่ผ่อนคลาย ที่ทำให้เศรษฐกิจโต และครั้งนี้เห็นสัญญาณของอุปสงค์ในประเทศดีขึ้น แต่คณะกรรมการก็ยังไม่วางใจ ยังต้องติดตามความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ให้น้ำหนักของการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ จึงยังคงดอกเบี้ย
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม จากการขยายตัวของการส่งออก รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและเริ่มกระจายตัวมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นแต่ในอัตราที่ชะลอลงกว่าประมาณการเดิม จากราคาอาหารสดปรับลดลงเป็นสำคัญ และมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต แต่ประเมินการลงทุนภาครัฐดำเนินการช้าลง การใช้เม็ดเงินเลื่อนออกไป แต่ไม่ได้ทำให้เม็ดเงินลงทุนรวมลดลงจากเดิม ส่วนการบริโภคเอกชนขยายตัวค่อยเป็นค่อยไป ตามกำลังซื้อโดยรวมที่ยังไม่เข้มแข็งนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ด้านการลงทุนเอกชนปรับดีขึ้นในหลายธุรกิจทำให้ได้ปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2560 เพิ่มเป็น 3.8% จากเดิม 3.5% การบริโภคภาคเอกชน 3.3% จาก 3.1% การลงทุนเอกชน 2.3% จาก 1.7% การอุปโภคภาครัฐ 2.1% จาก 2.2% และการลงทุนภาครัฐ ปรับลดเหลือ 5% จาก 7.7% ส่วนปี 2561 ได้ปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจ เพิ่มเป็น 3.8% จากเดิม 3.7% การบริโภคภาคเอกชน 3% จากเดิม 3.1% การลงทุนเอกชน 3% จาก 3.6 % การอุปโภคภาครัฐ 2.7% จาก 1.9% และการลงทุนภาครัฐ 9.8% จาก 9.2%
นายจาตุรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับคาดการณ์ส่งออกปี 2560 จะขยายตัวเพิ่มเป็น 8% จากเดิม 5% การนำเข้า ขยายตัว 14% จาก 10.9% ส่วนปี 2561 การส่งออกจะขยายตัวเป็น 3.2% จากเดิม 1.7 การนำเข้า ขยายตัว 6.3% จาก 5.4% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2560 คาดการณ์อยู่ที่ 0.6% จากเดิม 0.8% ปี 2561 ปรับลดคาดการณ์เหลือ 1.2% จาก 1.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2560 คาดการณ์อยู่ที่ 0.6% เท่าเดิม และปี 2561 อยู่ที่ 0.9% เท่าเดิม คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเข้าสู่กรอบล่างของคาดการณ์ในกลางปีหน้า ขณะที่การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามขณะนี้ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกชัดเจนมากขึ้น ความต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด เช่น ผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว หากแรงงานไม่สามารถกลับมาได้เต็มที่อาจะมีผลให้ค่าแรงเพิ่ม แต่เชื่อว่าภาครัฐบริหารจัดการได้ รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะสั้นความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจปรับสมดุลมากขึ้น กล่าวคือ เรื่องความเสี่ยงของนโยบายสหรัฐ และภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หากจะเกิดขึ้นต้องใช้เวลา คงไม่ใช่ช่วงสั้นๆ
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นการไหลเข้าออกของเงินทุนที่ประชุม กนง. ไม่ได้มีการพิจารณาเป็นพิเศษ เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นบ้างจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยตั้งแต่ต้นปีถึงขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7.9% แต่เมื่อนำค่าเงินบาทเทียบกับเงินสกุลประเทศคู่ค้าคู่แข่ง เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 2% อย่างไรก็ตามอนาคตน่าจะเห็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอีกนานพอสมควร นอกจากนี้คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามตลาดคาด เมื่อเป็นเช่นนี้นโยบายการเงินของไทยจะดำเนินการอย่างไร ก็จะดูจากการเติบโตของเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ไม่ได้มีเงื่อนไขที่จะต้องปรับดอกเบี้ยตามสหรัฐ
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุดที่ อาจจะสร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร และยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้างและรูปแบบการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ กนง. ก็พร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ
“ที่กนง.พูดถึงความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนเป็นครั้งแรกคิดว่าไม่ได้มีสัญญาณอะไรเป็นพิเศษเพิ่มขึ้น แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดูอยู่แล้ว แต่ต้องดูเป็นกลุ่มๆ ถ้าคนรายได้น้อยอาจจะไม่ได้มีหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก แต่เรื่องหนี้ครัวเรือนของไทยเห็นการลดหนี้ค่อนข้างช้า เทียบกับจีดีพีจาก 80% ต้นๆมาเป็น 70%ปลายๆ ยังไม่ได้ลดอย่างมีนัยยะและต้องติดตามต่อไป” นายจาตุรงค์กล่าว

