หน้าแรก เศรษฐกิจ จับไม่หมด! ‘แ...

จับไม่หมด! ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ หลอกดูดเงินอ้างกลโกงสารพัด แบงก์ชาติเตือนอย่าเชื่อ

29.09.17 | 16:10 น.
หลังจากมีการเตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่หลอกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหลอกให้โอนเงิน รวมไปถึงกลโกงต่างๆ นั้น

ล่าสุด วันที่ 29 กันยายน 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนประมาณ 2-3 ราย ซึ่งระบุว่ามีแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาหลอกลวงประชาชนที่หลงเชื่ออีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกสุ่มและตกเป็นเป้าหมายในการโทรศัพท์มาเพื่อหลอกลวง โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมระบุว่า “คุณเป็นหนี้จากการใช้บัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นบาท หากต้องการตรวจสอบให้ดำเนินการผ่านตู้เอทีเอ็มตามขั้นตอน…” และหลอกถามข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรประจำตัวประชาชน แต่เมื่อเหยื่อไหวตัวทันก็จะตัดสายทิ้ง และเมื่อลองโทรศัพท์ไปอีกครั้งกลับไม่สามารถติดต่อได้

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ของ “ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน” ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านสายด่วน 1213  ระบุว่า ขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพอย่างแน่นอน และขอยืนยันว่าทาง ธปท.ไม่มีนโยบายในการโทรศัพท์แจ้งทวงหนี้ใดๆ ให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งทั่วประเทศ อย่าหลงเชื่อ พร้อมเตือนว่ายังมีกลโกงอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งโทรมาระบุว่ามีพัสดุจากไปรษณีย์รอการรับ แต่ต้องโอนเงิน หรือการหลอกให้บอกข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัญชีธนาคารและเลขบัตรประจำตัวประชาชน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดวางสาย อย่าพูดคุยด้วย เพราะอาจหลงเชื่อได้ และหากเกิดความเสียหายแล้วให้รีบแจ้งตำรวจหรือธนาคารที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอาจจะสามารถอายัดบัญชีธนาคารของคนร้ายได้ทันเวลา หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หรือให้โทรศัพท์สอบถามที่ Call Center ของธนาคารที่ท่านมีบัตรหรือบัญชีเงินฝากอยู่ ทั้งนี้ ขอย้ำว่าอย่าให้ข้อมูลทางการเงินส่วนตัวเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนมาหลายคนทุกเดือน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (https://www.1213.or.th) ระบุถึงกลโกงทางโทรศัพท์ว่า ลักษณะกลโกงคือ มิจฉาชีพจะสุ่มเบอร์เพื่อโทรศัพท์ไปหาเหยื่อ และใช้ข้อความอัตโนมัติสร้างความตื่นเต้นหรือตกใจให้กับเหยื่อ บางครั้งก็แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ หลอกให้เหยื่อทำรายการที่ตู้เอทีเอ็มเป็นเมนูภาษาอังกฤษ โดยแจ้งว่าทำเพื่อล้างรายการหนี้สิน หรืออาจหลอกให้เหยื่อไปโอนเงินให้หน่วยงานภาครัฐเพื่อตรวจสอบ ซึ่งมิจฉาชีพเหล่านี้จะอาศัยความกลัว ความโลภ และความรู้ไม่เท่าทันของเหยื่อ โดยข้ออ้างที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกเหยื่อ อาทิ 1.บัญชีเงินฝากถูกอายัด/หนี้บัตรเครดิต 2.บัญชีเงินฝากพัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือการฟอกเงิน  3.โชคดีรับรางวัลใหญ่

4.ข้อมูลส่วนตัวหาย ซึ่งจุดนี้สำคัญมาก โดยเป็นข้ออ้างที่มิจฉาชีพใช้เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ โดยจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เล่าเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลของลูกค้าสูญหาย เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม จึงขอให้เหยื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัว เช่น วัน/เดือน/ปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการใช้บริการของเหยื่อ แต่แท้จริงแล้วมิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการปลอมแปลงหรือใช้บริการทางการเงินในนามของเหยื่อ
5.โอนเงินผิด มิจฉาชีพจะใช้ข้ออ้างนี้เมื่อมีข้อมูลของเหยื่อค่อนข้างมากแล้ว โดยจะเริ่มจากโทรศัพท์ไปยังสถาบันการเงินที่เหยื่อใช้บริการ เพื่อเปิดใช้บริการขอสินเชื่อผ่านทางโทรศัพท์ เมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อ สถาบันการเงินจะโอนเงินสินเชื่อนั้นเข้าบัญชีเงินฝากของเหยื่อ หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะโทรศัพท์ไปหาเหยื่ออ้างว่าได้โอนเงินผิดเข้าบัญชีของเหยื่อ ขอให้โอนเงินคืน เมื่อเหยื่อตรวจสอบยอดเงินและพบว่ามีเงินโอนเข้ามาจริง จึงรีบโอนเงินนั้นไปให้มิจฉาชีพ โดยที่ไม่รู้ว่าเงินนั้นเป็นเงินสินเชื่อที่มิจฉาชีพโทรไปขอในนามของเหยื่อ