หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ว่าแบงก์ชา...

ผู้ว่าแบงก์ชาติเผย3ปัญหาฉุดรั้งการพัฒนาประเทศและ ศก.ไทยให้ดีขึ้น

2.10.17 | 13:59 น.

ที่โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาประจำปี 2560 เรื่อง Thailand 4.0 Thriving in the 21st Century Through Security, Prosperity and Sustainability : Internal Audit Perspective จัดโดยสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย ว่า เศรษฐกิจช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขยายตัวชัดเจนขึ้น สามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ดี โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออกดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยวดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในระดับสูง การบริโภคภาคเอกชนทยอยฟื้นตัว การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มีความชัดเจนขึ้น แม้อาจล่าช้าไปบ้าง ยกเว้นลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัวระดับต่ำและกระจุกตัวในภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก


แม้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างในหลายมิติ หากไม่ได้รับการแก้ไข จะฉุดรั้งการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญมี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลง จากเคยเติบโตเฉลี่ยปีละ 8% ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหลือเพียงปีละ 5% ก่อนเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกปี 2551 และลดลงเหลือ 3-4% ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การลงทุนของเอกชนต่ำซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินและไม่มีความจำต้องขยายกำลังการผลิต ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคตามเทคโนโลยี เช่น การซื้อขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ 2 คือ ความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านรายได้และโอกาส ปัจจุบันเพียง 10% ถือครองที่ดินมากกว่า 60% และคนน้อยกว่า 2% ของประเทศ เป็นเจ้าของมูลค่าเงินฝากในระบบกว่า 80% สะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์จากการพัฒนาประเทศช่วงที่ผ่านมา กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม หากไม่ได้รับการแก้ไขและปล่อยให้เลวร้ายลง ยิ่งทำให้ปัญหาความแตกแยกทางสังคมและการแบ่งขั้วทางความคิดรุนแรงขึ้น ที่เคยเห็นบทเรียนหลายครั้งช่วงที่ผ่านมา และทำให้ประเทศไปข้างหน้ายากขึ้น เพราะความเหลื่อมล้ำนำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ 3 คือ ประสิทธิภาพขององค์กรภาครัฐ แม้ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามปรับปรุงการบริหารงานและการบริการหลายด้าน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณภาพและประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานขององค์กรภาครัฐหลายเรื่อง ต้องได้รับการแก้ไขได้ดีขึ้น ปัญหาคอร์รัปชั่นยังเป็นปัญหารุนแรง ดัชนีการจัดอันดับความโปร่งใสปี 2559 อยู่อันดับ 101 จาก 176 ประเทศ และทุกคนทราบดีว่าไม่มีใครอยากทำธุรกิจในสังคมที่มีการคอร์รัปชั่นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ไร้กฎเกณฑ์ และมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะจนเป็นต้นทุนแฝงที่ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และอีกปัญหาสำคัญของภาครัฐ คือ กฎหมายและกฎระเบียบจำนวนมาก ที่ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย และบางฉบับไม่ชัดเจนต้องตีความ เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจและกระบวนการทำงานของภาครัฐเองด้วย ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ มากกว่า 100,000 ฉบับ และมีใบอนุญาตกว่า 3,000 ประเภท ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการปรับปรุงมานาน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม เพราะกฎหมายถูกเขียนขึ้นและมีวิธีปฏิบัติแบบเดิม ไม่เอื้อต่อบริบทโลกยุคใหม่ที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ต้องการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าใจในบริบทการเปลี่ยนแปลง พบว่าหลายคนยังทำธุรกิจเดิมรูปแบบเดิมๆ ทำให้ธุรกิจอยู่รอดยาก เพราะความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีมาแรงและเร็ว แม้ปัจจุบันกลุ่มโลคอลอีโคโนมีที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่พบปัญหาเรื่องการปรับตัวใช้เทคโนโลยี

Advertisement