นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวภายหลังประชุมมอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้แก่ผู้บริหารกรมศุลกากร หัวหน้าส่วนราชการว่า ปัจจุบันกรมศุลกากรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กรในหลายมิติ อาทิ กฎหมาย พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกาศในพระราชกิจจานุเษกษา เมื่อ 17 พฤษภาคม 2560 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร พิกัดอัตราศุลกากร ตลอดจนโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาระบบงานของกรมศุลกากร
สำหรับการจัดเก็บรายในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา กรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้จำนวน 104,785 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าประมาณการที่ได้รับจำนวน 15,715 ล้านบาท แต่สูงกว่าคาดการณ์ที่กรมศุลกากรได้รับให้จัดเก็บในช่วงปลายปีงบประมาณ 2560 จำนวน 785 ล้านบาท
นายกุลิศ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมศุลกากรได้รับจัดสรรประมาณการณ์จัดเก็บรายได้ 111,000 ล้านบาท ดังนั้น กรมศุลกากรจึงเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ในหลายมิติ ได้แก่ 1. พัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีสินค้าอีคอมเมิร์ซให้เข้มงวดมากขึ้น จัดทำฐานข้อมูลสินค้ากลุ่มเสี่ยง และเชื่อมโยงข้อมูลกับต่างประเทศเพื่อการตรวจสอบ 2. พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสินค้า ได้แก่ ด้านราคา ทำฐานข้อมูลสินค้านำเข้า ฐานข้อมูลสถิติราคาเฉลี่ย และพัฒนาระบบตรวจสอบและมีการแจ้งเตือน ด้านสิทธิประโยชน์ จัดทำมาตรการการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์และพัฒนาฐานข้อมูลถิ่นกำเนิดในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ด้านพิกัดอัตราศุลกากร พัฒนาฐานข้อมูลพิกัดสินค้า คำวินิจฉัยพิกัดในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ด้านป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาฐานข้อมูล
3. การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เข้มงวดในการตรวจสอบการสำแดงราคา พิกัด ปริมาณ ค่าระวาง สิทธิประโยชน์ต่างๆ การตรวจสินค้าแบบทีม และการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยสำหรับใบขนสินค้า 4. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลการข่าวศุลกากร จัดทำข้อมูลความเสี่ยงจากการประมวลผลข้อมูลจากระบบบิ๊กดาต้าร่วมกับ 3 กรมภาษี 5. เชื่อมโยงข้อมูลการจัดเก็บรายได้ 3 กรมภาษี 6. การใช้ระบบเทคโนโลยีในการควบคุมทางศุลกากรทั้งเรื่องการเอ็กซเรย์ นำซีซีทีวีมาใช้ และเพิ่มระบบอีล็อค

