นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายหลังเปิดงาน SEC Retirement Saving Symposium 2017 ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ก.ล.ต. เพื่อให้ความรู้และกระตุ้นนายจ้างและลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตระหนักถึงความสำคัญของการออมและการวางแผนการเงินการลงทุน ว่า ในภาคเอกชนมีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างจะสมทบเงินคนละส่วนในอัตราสูงสุด 15% เพื่อเก็บเป็นเงินออมในวัยเกษียณ แต่ในปัจจุบันพบว่ามีนายจ้างเพียง 17,000 ราย ที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่จำนวนไม่ถึง 3% ของนายจ้างทั้งระบบ ขณะเดียวกันมีพนักงานภาคเอชนที่เป็นสมาชิกประมาณ 3 ล้านราย หรือคิดเป็น 21% ของจำนวนพนักงานในภาคเอกชนทั้งหมด
“ปัญหาของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบัน คือสมาชิกที่อยู่ในระบบที่มีอยู่ 3 ล้านราย และจำนวนนายจ้างที่มีการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 17,000 รายนี้ เป็นจำนวนที่น้อย ขณะที่การสะสมเงินในกองทุนฯ นี้ยังไม่เพียงพอ แม้ว่าในข้อกำหนดนายจ้างสามารถสมทบเงินให้ลูกจ้างได้มากสุด 15% และลูกจ้างก็สามารถสมทบเงินได้ 15% เช่นกัน แต่พบว่านายจ้างและลูกจ้างสมทบเงินเข้ากองทุนฯ แค่ประมาณ 4-5% เท่านั้น และหากพิจารณาในแง่การนำเงินไปลงทุน จะพบว่าเงินส่วนใหญ่จะลงทุนในตราสารหนี้มากกว่า 80% ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำมากและอยู่ในระดับใกล้เคียงอัตราเงินเฟ้อ สะท้อนว่าคนไทยออมน้อยและลงทุนไม่เป็น” นายรพีกล่าว
นายรพีกล่าวว่า และจากผลสำรวจของคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า เงินสำหรับใช้จ่าย ณ วันเกษียณควรจะมีอย่างน้อย 3 ล้านบาทขึ้นไป แต่สมาชิกในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่า 50% มีเงินสะสมน้อยกว่า 1 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะมีเงินไม่พอใช้หลังการเกษียณ ซึ่งเป็นจุดสำคัญมากที่ทางก.ล.ต.และพันธมิตร ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และบริษัทหลักทรัพย์ต้องให้ความรู้ความเข้าใจให้ลูกจ้างและพนักงานเข้ามาสู่ระบบกองทุนฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันก็อยากชักชวนนายจ้างโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลท. จัดให้มีกองทุนฯ และปรับสัดส่วนการสมทบจากนายจ้างให้มากขึ้น
“เพราะฉะนั้นการจัดงานในวันนี้ จึงเปรียบเหมือนเป็นการคิกออฟ หรือเริ่มต้นโครงการที่สนับสนุนการออมในโอกาสหน้า ทั้งการเดินสายออกให้ความรู้กับบริษัทจดทะเบียนต่างๆ รวมทั้งการจัดสัมมนา เพื่อให้สมาชิกในระบบกองทุนฯ สามารถบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากมาตรการส่งเสริมของก.ล.ต.แล้ว ทางภาครัฐก็พยายามผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 3 เด้งทั้งในส่วนนายจ้างและลูกจ้าง สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายและลดหย่อนภาษีได้” นายรพีกล่าว
น.ส.รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ทางตลท.เองก็เดินหน้าส่งเสริมการวางแผนการลงทุนเพื่ออนาคต โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีฐานบัญชีการออมหุ้น (การลงทุนแบบดีซีเอ) แล้วประมาณ 27,000 บัญชี รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วย นอกจากนี้ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่าง พบว่าคนวัยเริ่มทำงานในช่วงอายุ 22-29 ปี สะสมเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 10-15% สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการสะสมเงินในกองทุนและให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมากขึ้น

