นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ยินดีที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำเนียบขาว และได้ยืนยันกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าปีหน้าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นนอน โดยจะมีการประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาคมโลก และหวังว่าคราวนี้จะไม่มีการเลื่อนอีก เพราะจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก
ทั้งนี้การค้าการลงทุนกับสหรัฐมึความสำคัญกับไทยอย่างมาก เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐในปริมาณที่สูงทุกปี และพรรคเพื่อไทยก็จะคิดนโยบายเพื่อต่อ ยอดการค้าการลงทุนกับสหรัฐให้เพิ่มขึ้น หลังจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า ทั้งนี้อยากขอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมรายละเอียดให้พร้อมในเรื่องการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศสหรัฐ อียู และประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆของไทย เพราะหลังการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งจะสามารถเร่งการเจรจาเขตการค้าเสรีได้ทันที ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่การลงทุนภาคเอกชนซบเซามาหลายปีตั้งแต่มีการรัฐประหาร และการส่งออกพึ่งเริ่มจะฟื้นในปีนี้หลังจากตกมาหลายปีติดกันและก็ยังเพิ่มขึ้นต่ำกว่าการส่งออกของประเทศเพื่อนบ้านมาก
อีกทั้งการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(อีอีซี)จะได้เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องจัดฉาก โดยถึงแม้เศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ 3.5% ในปีนี้ หรืออาจจะโตมากกว่าเล็กน้อย ธนาคารโลกก็ยังบอกว่าไทยยังโตต่ำสุดในอาเซียน และเป็นการโตจากฐานเดิมที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำติดต่อกันมาหลายปี และตามที่พลเอกประยุทธ์ ยืนยันกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกาอาเซียนและสภาหอการค้าสหรัฐอเมริกาว่าไม่เคยใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนกับใคร ก็อยากให้พลเอกประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่า การที่ผมเองถูกคลุมหัวปิดตาแล้วถูกนำตัวไปถึง 7 วัน ในการถูกเรียกปรับทัศนคติ ครั้งที่ 7 สาเหตุเพราะวิจารณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่จริง และยังทำกับบุคคลอื่นๆ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพราะขนาดข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ(UN-OHCHR) ยังทำหนังสือประท้วงรัฐบาลในเรื่องนี้ รวมถึงฮิวแมนไรซ์วอทซ์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฯลฯ
และหวังว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะไม่มีอีก โดยอยากให้การแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจะสามารถทำได้อย่างเสรี เพื่อจะเป็นปากเสียงแทนประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งอาจจะถึง 90% ที่เดือดร้อนและกำลังลำบาก และเป็นกระจกเงาสะท้อนการทำงานของรัฐบาลให้พัฒนาดียิ่งขึ้น

