นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าช่วงวันที่ 9-11 ตุลาคม 2560 ยังมีหย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคอีสานตอนบนและภาคเหนือ ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดที่เคยเกิดน้ำท่วมแล้วจะต้องระวังเป็นพิเศษ อาทิ จ.นครพนม จ.สกลนคร จ.ยโสธร จ.น่าน ส่วนช่วงวันที่ 12-14 ตุลาคม 2560 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณภาคกลาง ซึ่งส่งผลทำให้ภาคกลางเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คาดว่าประมาณวันที่ 16-17 ตุลาคม 2560 จะมีการก่อตัวของพายุลูกใหม่ ดังนั้นเพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกลงมาเพิ่มเติม
ดังนั้น กรมชลฯจึงเตรียมปรับแผนเพิ่มการระบาย 3 ส่วน ได้แก่ 1.เขื่อนเจ้าพระยา จะระบายน้ำจากท้ายเขื่อนเพิ่ม จากปัจจุบัน 2,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน เป็น 2,100-2,200 ลบ.ม.ต่อวัน เพื่อไม่ให้พื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาเกิดน้ำท่วมฉับพลัน 2.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ปัจจุบันระบายน้ำ 25 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน เพิ่มเป็น 30 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน อย่างไรก็ตาม ถ้ามวลน้ำมีปริมาณมากจะทำการระบายน้ำไปทางคลองระพีพัฒน์ แทนการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระราม 6 จ.พระนครศรีอยุธยา และ 3.เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บใกล้เต็มความจุของเขื่อนแล้วกว่า 97% และมีการระบายน้ำออกวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ถ้าหากต้องระบายเพิ่มมากกว่านี้ โดยกรมชลฯจะไปตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อน เพราะถ้าระบายน้ำออกมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างทำให้เกิดน้ำท่วมได้ อาทิ จ.ขอนแก่น จ.ยโสธร เบื้องต้นได้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่คาดว่าจะเกิดผลกระทบ แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่แล้ว
สำหรับสถานการณ์ฝนตกช่วงวันที่ 2-8 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางจำนวนมากมีน้ำเกือบเต็มความจุแล้ว และส่วนมากฝนที่ตกลงมาจะตกท้ายเขื่อนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ รวมถึงจังหวัดแถบภาคอีสาน ซึ่งส่งผลทำให้น้ำไหลเข้าสู่แม่น้ำโดยเร็ว อาทิ แม่น้ำปิง ซึ่งปัจจุบันมีน้ำไหลผ่านมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้น้ำส่วนนี้ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ ประมาณ 2,400 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อรวมกับแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลลงมาบรรจบ ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีมวลน้ำจำนวนมาก ต้องเร่งระบายน้ำออกก่อนจะเกิดฝนตกอีกครั้ง
ในส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2560 มีปริมาณน้ำรวมกัน 59,078 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 79% ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 9,987 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 35,258 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 69% สามารถรองรับน้ำได้อีก 16,140 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ และภูมิพล มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,344 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 74% ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,966 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 11,648 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 64% โดยปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 8,682 ล้าน ลบ.ม.สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,540 ล้าน ลบ.ม.

