นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสทราบดีถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของประเทศไทย ดังนั้น ตั้งแต่ก่อนสิ้นสุดสัญญาร่วมงานบนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จึงสื่อสารให้ลูกค้าทราบถึงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 2จี สู่ 3จี หรือ 4จี ตามนโยบายรัฐ โดยประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าที่คงค้างอยู่ในระบบ 2จี บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ หรือ เปลี่ยนเครื่องจาก 2จี เป็นเทคโนโลยี 3จี หรือ 4จี อย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นแล้ว ก็พบว่าขณะนี้ยังคงเหลือลูกค้าที่ใช้เบอร์ในระบบ 2จี ที่ค้างการใช้งานราว 400,000 เลขหมาย และลูกค้า 2จี ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ เอดับบลิวเอ็น ในเครือเอไอเอสที่ยังคงถือเครื่องมือถือ 2จี และยังคงใช้บริการเชื่อมโครงข่าย (โรมมิ่ง) ใช้งานโครงข่ายคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ อีกราว 7.6 ล้านเครื่อง
นายสมชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ผู้ชนะประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ช่วงที่ 2 ได้ชำระค่าใบอนุญาตและได้ใบอนุญาตแล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็จะสั่งให้ปิดบริการคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่เอไอเอสเคยใช้งานอยู่ ส่งผลให้ลูกค้าที่ยังคงใช้งาน 2จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป และเพื่อให้ลูกค้ามีเวลาเพียงพอในการเปลี่ยนเครื่อง เอไอเอสจึงได้แจ้ง กสทช.ว่า ขอให้บริการต่อไปโดยใช้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในชุดที่ 1 ซึ่งยังว่างอยู่จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ อันจะไม่ถือเป็นการลิดรอนสิทธิผู้ได้ใบอนุญาตในชุดที่ 2 รวมถึงมติของ กสทช. ก็ถือว่าขัดต่อประกาศ กสทช.เอง ที่ต้องมีความต่อเนื่องในการให้บริการ คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีข้อจำกัดในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านการสิ้นสุดสัมปทาน โดยในระหว่างการขยายมาตรการคุ้มครองฯออกไปอีกระยะหนึ่งนั้น บริษัทยังคงนำส่งรายได้ให้แก่รัฐ ตามหลักเกณฑ์ของประกาศฯคุ้มครอง เช่นเดิมทุกประการ
นายสมชัยกล่าวว่า หาก กสทช.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางขยายมาตรการเยียวยาต่อไปอีก บริษัทได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ 3 มาตรการ ได้แก่ 1.จัดเครื่องทดแทนให้ฟรี สำหรับลูกค้าที่ยังคงถือเครื่อง 2จี ให้อัพเกรดเทคโนโลยีเปลี่ยนเป็น 3จี หรือ 4จี ซึ่งลูกค้ายังคงสามารถจองเครื่องและรับเครื่องได้ฟรี ที่ทำการ อบต. และเทศบาลทั่วประเทศ 2.ให้ลูกค้าที่ยังถือเครื่อง 2จี สามารถใช้งานบนเครือข่ายของดีแทค ที่เอไอเอสได้เจรจาความร่วมมือโรมมิ่งไว้เรียบร้อยแล้ว โดยลูกค้าไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม และ 3.เดินหน้าขยายเครือข่าย 3จี และ 4จี อย่างต่อเนื่อง ด้วยงบประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจาก 3 มาตรการดังกล่าวแล้ว เอไอเอสเตรียมยื่นข้อเสนอให้แก่ กสทช.เป็นการเร่งด่วน เพื่อขอให้ กสทช. ยอมให้เอไอเอส สามารถโอนย้ายลูกค้าแบบคงสิทธิเลขหมาย (ย้ายค่ายเบอร์เดิม) ไปยังเอดับบลิวเอ็น แบบอัติโนมัติโดยไม่ต้องโชว์ตัว หรือโอทีเอ เพื่อให้ลูกค้าที่ค้างการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
“ผมจึงขอความอนุเคราะห์ กสทช.ให้กรุณาพิจารณาข้อร้องขอของเอไอเอสอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า เพราะเอไอเอสมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะดูแลลูกค้าและผู้บริโภคไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีแม้แต่คนเดียว ดังนั้น การนำเสนอแนวทางต่างๆ ที่สามารถดูแลได้ทั้งลูกค้าและไม่ผิดหลักการทางกฎหมายจากเอไอเอสนั้น จะเท่ากับเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจในการคุ้มครองสิทธิและดูแลผู้บริโภคของ กสทช.ในครั้งนี้” นายสมชัยกล่าว

นายสมชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อเสนอของทรู ที่ให้ กสทช.นำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มาให้เอไอเอสใช้งานต่อชั่วคราวแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงให้ บริษัท ทีโอที จำกัด สนับสนุนอุปกรณ์ 2จี และเอไอเอสดูแลระบบบริหารจัดการนั้น ยังไม่ได้รับข้อเสนอนี้โดยตรงจากทรูมูฟ เป็นแต่เพียงการเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น อีกทั้ง บริษัทยังเห็นว่าเป็นแนวทางที่ไม่สามารถเป็นไปได้จริง ทั้งในแง่ของกฎหมาย เนื่องจากยังเป็นปัญหาในข้อกฎหมาย ที่ กสทช.ต้องพิจารณาว่า จะเข้าข่ายเป็นการให้ผู้อื่นมาร่วมใช้คลื่นความถี่ของผู้รับใบอนุญาต ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 46 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือไม่ อีกทั้งในทางปฏิบัติ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในเวลาอันสั้น เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าเอไอเอส ใช้งานอยู่บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ช่วงที่ 1 ซึ่งยังว่างอยู่ ไม่ใช่ช่วงความถี่ของทรูมูฟเอช (ช่วงที่ 2) ฉะนั้น ถึงนำมาก็ใช้ไม่ได้ ส่วนกรณีที่ ทรู ให้ข่าวว่า การที่ เอไอเอส โรมมิ่งกับดีแทค จะส่งผลให้ลูกค้าราว 3-4 ล้านเลขหมายไม่สามารถใช้งานได้ ทางเอไอเอสตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากดีแทคมีโครงข่ายครอบคลุมถึง 98% ฉะนั้น หากมีลูกค้าที่โรมมิ่งไม่ได้ ก็จะเป็นจำนวนที่น้อยมากๆ เท่านั้น
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การที่เอไอเอสขออุทธรณ์ มติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่คัดค้านการขอเพิ่มมาตรการเยียวยา บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยเอไอเอส ขอใช้คลื่นความถี่ในชุดที่ 1 ซึ่งเป็นชุดที่ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ทางบอร์ด กทค.มีมติไม่พิจารณาคำอุทธรณ์ของเอไอเอส โดยให้เหตุผลว่าเป็นมาตรฐานเดียวกับเมื่อครั้งให้ยุติการให้บริการบนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนการที่ เอไอเอส ขอโอทีเอ เบื้องต้นทาง กสทช.ไม่เห็นด้วย เนื่องจากการโอนย้ายแบบคงสิทธิเลขหมาย ตามข้อกำหนด จำต้องขึ้นอยู่กับประสงค์ของผู้ใช้บริการจะบังคับไม่ได้
นายฐากรกล่าวว่า ล่าสุดได้รับการแจ้งจากผู้ใหญ่ในวงการโทรคมนาคมว่า บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด มีแนวโน้มที่ดีในการเจรจากู้เงินกับสถาบันทางการเงินต่างประเทศ เพื่อมาชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ งวดที่ 1 และออกหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน (แบงก์การันตี) แต่ส่วนตัวยังไม่ขอปักใจเชื่อ จนกว่าจะได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการจากแจส

