หน้าแรก เศรษฐกิจ ช.การช่างรุกธ...

ช.การช่างรุกธุรกิจไฟฟ้าพลังน้ำลาวเต็มสูบ เมกะโปรเจ็กต์”ไซยะบุรี”หนุนแบ็กล็อก-รายได้กระฉูด4หมื่นล้าน

15.03.16 | 09:22 น.

ยักษ์รับเหมา “ช.การช่าง” ปรับเข็มทิศธุรกิจ เตรียมความพร้อมทีมงานรองรับแผนบุกตะลุยงานประมูลเมกะโปรเจ็กต์ไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุด รัฐบาลลาวเจรจาเพิ่มเนื้องานเขื่อนไซยะบุรีแลกกับเพิ่มอายุสัมปทานเป็น 31 ปี เผยกำยอดแบ็กล็อก 1 แสนล้านบาท ดันบริษัทลูก “ซีเค พาวเวอร์” เดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้า-โซลาร์ฟาร์ม ดันรายได้โตก้าวกระโดดภายในปี′62

นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนธุรกิจ ปีนี้ ช.การช่างปรับทิศทางการดำเนินงาน มุ่งเน้นลงทุนธุรกิจสัมปทานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สามารถรับรู้รายได้ในระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพและขีดความสามารถการทำงานของทีมงานบริษัท ที่สามารถสร้างผลงานมีคุณภาพให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายได้

ฟอร์มทีมรุกธุรกิจสัมปทาน

“10 ปีที่ผ่านมา เราเตรียมคนและทีมงานพร้อมรองรับงานขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะมีการลงทุนอีกมาก”

เนื่องจากไทยรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านยังต้องมีการลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานอีกมากและต้องการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพราะมีการเปิดประตูการค้าทุกประเทศแล้ว ยิ่งเป็นเอเชี่ยนคอมมิวนิตี้ทำให้มีการร่วมมือร่วมแรงกันในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ยิ่งทำให้แนวโน้มเกิดการลงทุนมากขึ้น รองรับในอนาคต

Advertisement

“รัฐบาลแต่ละประเทศมีเป้าหมายเร่งลงทุนพื้นฐาน จึงสอดรับกับเป้าหมายของ ช.การช่าง เพราะมองว่าตลาดประมูลงานสัมปทานจะเป็นตลาดใหญ่” นายปลิวกล่าวและว่า

ไซยะบุรีบิ๊กโปรเจ็กต์แสนล้าน

สำหรับโครงการก่อสร้างไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี สปป.ลาว นับเป็นหนึ่งในการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เนื่องจากใช้เงินลงทุนกว่า 1.15 แสนล้านบาท ล่าสุด ช.การช่างได้งานก่อสร้างเพิ่มอีกประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาทจากบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ลงทุนโครงการร่วมกับรัฐบาลลาว

ส่วนใหญ่เป็นงานปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมโดยทางรัฐบาลลาวและคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขงขอให้ดำเนินการเพิ่มเช่น สะพานปลา ทางเรือผ่าน โครงสร้างรับแผ่นดินไหว การระบายตะกอน เพื่อยกระดับให้โครงการเขื่อนไซยะบุรีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นายปลิวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จากเนื้องานที่เพิ่มขึ้นแลกกับรัฐบาลลาวขยายเวลาสัมปทานเพิ่มให้บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ เป็นเวลา 2 ปี จากเดิมสัมปทาน 29 ปี เป็น 31 ปี นับจากปี 2562 พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม เพื่อชดเชยเนื้องานและมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

คืบหน้า 60% เร็วกว่าแผน

“แม้งานก่อสร้างไซยะบุรีค่อนข้างยุ่งยากเมื่อเทียบกับงานปกติทั่วไป แต่ขีดความสามารถของทีมงานทำให้สามารถแก้ปัญหาลุล่วงไปได้ด้วยดี ขณะนี้ ช.การช่างเร่งการก่อสร้างตลอด 24 ชั่วโมง มั่นใจว่าจะดำเนินการสำเร็จตามแผนงานที่กำหนดไว้ในปี′62”

นายปลิวกล่าวต่อว่า ปัจจุบันงานก่อสร้างโครงการคืบหน้า 60.82% เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่แรก มีการใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่างานก่อสร้างส่วนที่เหลือสามารถเร่งงานให้เสร็จเร็วขึ้นได้ และอาจแล้วเสร็จก่อนกำหนดก็ได้ เนื่องจากยิ่งเร่งรัดโครงการสร้างเสร็จเร็ว มีผลทำให้การรับรู้รายได้จากการก่อสร้างและขายไฟฟ้าเร็วขึ้นเท่านั้น

ช.การช่าง2

มั่นใจรับรู้รายได้ปี”62

สำหรับโครงการไซยะบุรีเมื่อเปิดขายไฟแล้วจะมีรายได้เฉลี่ยปีละ1.5 หมื่นล้านบาท ตามแผนเริ่มรับรู้รายได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จากการเปิดบริการยูนิตแรก จากนั้นทยอยเปิดบริการจนครบทั้งโครงการภายในเดือนตุลาคม 2562 โดยราคาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำสัญญากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ตลอดอายุสัมปทานโครงการ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 1,285 เมกะวัตต์ ขายให้กับประเทศไทย 95% และ สปป.ลาว 5%

“เขื่อนไซยะบุรีเป็นการก่อสร้างเขื่อนแห่งที่ 2 ในลาว และเป็นเมกะโปรเจ็กต์ของ ช.การช่างในขณะนี้ เพราะมีค่าก่อสร้างรวม 9.5 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้จากการก่อสร้างให้ ช.การช่างปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลา 8 ปี”

ปักหมุดลาวเพิ่ม 7 โครงการ

สำหรับแผนการลงทุนใหม่ ๆ ใน สปป.ลาว นายปลิวกล่าวว่า โครงการใหม่ต่อจากไซยะบุรีเท่าที่ทราบยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนอีก ประมวลจากแผนลงทุนของรัฐบาลลาวจะมีเพิ่มอีกประมาณ 7 แห่ง อาทิ เขื่อนปากชม เขื่อนบ้านกุ่ม เป็นต้น ซึ่งบริษัทสนใจลงทุนพัฒนาโครงการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลลาวเป็นหลักด้วยเช่นกัน

ดร.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ช.การช่างโฟกัสการลงทุนโครงการเขื่อนในลาวเป็นหลัก เนื่องจากยังมีศักยภาพทางด้านพลังงานอีกมากนับ 10,000 เมกะวัตต์ที่อยู่ในแผนโครงการเปิดให้นักลงทุนเข้าไปพัฒนา ทางรัฐบาลลาวเองก็ประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะเป็น “แบตเตอรี่ ออฟ เอเชีย” เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก

ที่ผ่านมา ช.การช่างได้มีการพัฒนาโครงการมาแล้ว ทั้งโครงการเขื่อนน้ำงึม 2 ใช้เงินลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท เปิดบริการมาแล้ว 5 ปี สร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 4 พันล้านบาทให้กับบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP บริษัทลูกที่รับผิดชอบการลงทุนในธุรกิจพลังงาน และจากความสำเร็จของรายได้ดังกล่าวทำให้ ช.การช่าง ซึ่งเป็นบริษัทแม่มีนโยบายเชิงรุกในการเข้าไปลงทุนมากขึ้น

หนุนรายได้ CKP ก้าวกระโดด

ล่าสุด โครงการไซยะบุรีที่กำลังก่อสร้างและมีความคืบหน้าไปด้วยดี ตั้งเป้าเปิดบริการในปี 2562 ในอนาคตหลังเปิดบริการจะมีรายได้เข้า บมจ.ซีเค พาวเวอร์ ปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 7 พันล้านบาท เมื่อรวมกับรายได้โครงการอื่น ๆ ที่เปิดดำเนินการไปแล้ว คือ โครงการน้ำงึม 2 โครงการบางปะอินโครเจเนอเรชั่นเฟส 1, ในขณะที่บางปะอินโคเจเนอเรชั่นเฟส 2 เตรียมเปิดบริการเดือนมิถุนายน 2560 โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ 3 แห่งใน จ.นครราชสีมา 2 แห่ง และ จ.เชียงราย 1 แห่ง ทั้งหมดนี้เป็นตัวผลักดันให้รายได้ซีเค พาวเวอร์มีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดภายในปี 2562

สำหรับผลการดำเนินงานของ ช.การช่างในปีนี้ ดร.สุภามาสกล่าวว่า ยังคงเป้าหมายใหญ่ด้วยอัตราเติบโต 10-15% โดยปีนี้ตั้งเป้ามีรายได้รวม 3.8-4 หมื่นล้านบาท มาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย และทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกตะวันตก

แบ็กล็อก CK กระฉูดแสนล้าน

นอกจากนี้ จากการรับงานก่อสร้างเพิ่มเติมจากโครงการไซยะบุรีอีกประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ทำให้งานในมือ (แบ็กล็อก) ของ ช.การช่างเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท สามารถรับรู้รายได้ 3 ปี เฉลี่ยปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประมูลงานภาครัฐภายในประเทศด้วย โดยคาดว่าปีนี้น่าจะมีโครงการขนาดใหญ่ออกประมูลหลายโครงการ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) สีชมพู (แคราย-มีนบุรี) สีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2
ซีเค พาวเวอร์ ฐานที่มั่นธุรกิจพลังงาน

ทุกโปรเจ็กต์ด้านพลังงานที่ “ช.การช่าง” ก่อสร้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังสร้างเสร็จจะถูกขายให้ “บมจ.ซีเค พาวเวอร์” (CKP) บริษัทลูกของ ช.การช่าง ตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับและบริหารโครงการธุรกิจด้านพลังงาน ที่ “ช.การช่าง” ตั้งเป้าจะให้เป็นเรือธงใหม่ในการเป็นผู้ประกอบการชั้นนำด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

“ซีเคพาวเวอร์” ดำเนินธุรกิจในลักษณะ “โฮลดิ้ง คอมปะนี” ด้วยการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ที่ประกอบธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ผ่านการลงทุน 3 กลุ่มธุรกิจ

เริ่มจาก “ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำ” มี 2 โครงการที่ประเทศลาว คือ โครงการน้ำงึม 2 ดำเนินการโดยบริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด และโครงการไซยะบุรี ดำเนินการโดยบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด

“ธุรกิจโรงไฟฟ้าระบบโคเจเนอเรชั่น” มี 2 โครงการ ดำเนินการโดยบริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด และ “ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์” 3 โครงการ ดำเนินการโดยบริษัท บางเขนชัย จำกัด บริษัท เชียงราย โซลาร์ จำกัด และบริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ณ สิ้นปี 2558 มีกำลังการผลิตที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วทั้งสิ้น 2,159.5 เมกะวัตต์ และมีรายได้มั่นคงในแต่ละปี

โดย “ช.การช่าง” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 29.87% มี “ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์” ลูกชายคนโตของ “ปลิว ตรีวิศวเวทย์” นั่งกุมบังเหียน หลัง “ช.การช่าง” ปรับทัพครั้งใหญ่ไปเมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน “ซีเค พาวเวอร์” มีทุนจดทะเบียน 9,240 ล้านบาท ถึงจะเป็นบริษัทน้องใหม่ในกรุ๊ป แต่มีรายได้เติบโตและมั่นคงทุกปี เนื่องจากมีสัญญาซื้อขายที่แน่นอน สัมปทานชัดเจน เมื่อโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จและเริ่มผลิตและจะสร้างรายได้ในทันที

ในปี 2558 มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,850 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 3,883 ล้านบาท โรงไฟฟ้าระบบโคเจเนอเรชั่น 2,654 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 158 ล้านบาท

และในปี 2560 จะเป็นอีกก้าวสำคัญของ “ซีเค พาวเวอร์” หลังเปิดบริการโครงการบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 ในเดือน มิ.ย. ที่คาดว่าจะมีรายได้เข้ามาเติมในพอร์ตอีกประมาณ 2.8 พันล้านบาท

ส่วนเป้าหมายต่อไปเตรียมเข้าไปปักหมุดลงทุนในประเทศเมียนมา หลังจากสร้างฐานลงทุนใหญ่อยู่ที่ประเทศลาวจนสำเร็จมาแล้ว

 

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat