กฎหมายมรดกกำหนดให้ สามีภริยา ลูกชายลูกสาว พ่อแม่ ที่ยังมีชิวิตอยู่ เป็นทายาทในลำดับชั้นเดียวกัน มีความสำคัญเหมือนกัน ได้ส่วนแบ่งมรดกคนละเท่าๆ กัน แต่เนื่องจากคนไทยไม่นิยมทำพินัยกรรม ไม่นิยมวางแผนเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าเมื่อตนเองไม่อยู่แล้ว ใครจะเป็นผู้จัดการมรดก และทรัพย์สินจะแบ่งหรือบริหารกันอย่างไร มักจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรม หรือมิฉะนั้น ก็ผัดวันประกันพรุ่ง รู้ว่าควรจะทำพินัยกรรม แต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที รอจนจากไปโดยไม่มีพินัยกรรม
จึงมักปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า บุคคลสำคัญในชีวิตเจ้ามรดกเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจในการควบคุมทรัพย์สิน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เปิดเผยว่ามีทรัพย์มรดกอะไรบ้าง “ฮุบมรดก” ซุกซ่อนทรัพย์มรดก หรือไม่ก็ทะเลาะกันเอง ทำให้บุคคลอันเป็นที่รักท่านอื่น ขาดไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทองมาจุนเจือในชีวิตประจำวัน ต้องประสบความยากลำบาก หรือได้รับส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม
ในแง่ธนาคารที่เจ้ามรดกเปิดบัญชีเงินฝากไว้ ธนาคารจะไม่ยอมให้ใครเบิกถอนเงินสดของเจ้ามรดก จนกว่าจะมีการตั้งผู้จัดการมรดก โดยคำสั่งศาลเป็นที่สุด การเบิกถอน ต้องกระทำโดยผู้จัดการมรดก ที่ศาลตั้งเท่านั้น หากญาติๆไม่ปรองดองกัน กระบวนการทางศาลในการตั้งผู้จัดการมรดก ที่มีผู้คัดค้าน อาจใช้เวลาหลายเดือน หรือเป็นปี ทำให้ทายาทที่มีความจำเป็นต้องพึ่งทรัพย์สินของเจ้ามรดกในการยังชีพ ไม่อาจเบิกเงินจากธนาคารมาใช้จ่ายได้
การทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ไว้ตั้งแต่เมื่อเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กระบวนการทางศาลเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว สมกับเจตนาที่เจ้ามรดกได้แสดงไว้
เรื่องการแบ่งทรัพย์สินนั้น มีหลายรูปแบบ แบ่งให้เป็นการทั่วไปก็มี คือไม่ระบุว่าเป็นทรัพย์สินอะไรให้นึกภาพว่าเอาทรัพย์มรดกมากองรวมกันไว้ แล้วแบ่งออกเป็นส่วนๆ ให้ทายาทแต่ละคน การแบ่งทรัพย์สินเป็นการทั่วไปนี้ แม้พินัยกรรมจะไม่ระบุถึงเรื่องหนี้ ผู้รับมรดกเป็นการทั่วไป ก็ต้องรับผิดเกี่ยวกับหนี้ของเจ้ามรดกด้วย กรณีพินัยกรรมทั่วไปนี้ มีผู้มีอันจะกินบางท่านที่ไม่มีบุตรนำไปวางแผนภาษีมรดก โดยยกทรัพย์มรดกทั้งหมดที่เกินร้อยล้านบาทให้กับสามี หรือภริยา ที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้เดียว เพื่อที่ผู้รับมรดกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี เพราะกฎหมายภาษีมรดกไม่คิดภาษีเงินได้กับสามี หรือภริยาที่ได้รับมรดก
บางรายต้นตระกูลไม่ประสงค์ให้ที่ดินของครอบครัว ที่ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เช่นบางรายถือโฉนดที่ดินที่ออกมาตั้งแต่ปี 2473 สมัยรัชกาลที่เจ็ด หรือบางรายเจ้ามรดกทำพินัยกรรม กำหนดให้ทายาทตั้งบริษัทแล้วโอนที่ดินชำระค่าหุ้นให้บริษัท โดยมีลูกๆเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทในอัตรส่วนที่เท่าๆกัน มีข้อกำหนดในพินัยกรรมห้ามโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอก ให้โอนได้แต่เฉพาะในบรรดาพี่น้องด้วยกันเอง อย่างนี้ก็มีเกิดขึ้น
การโอนที่ดินเข้าบริษัท ยังมีประโยชน์ในการเกลี่ยหุ้นให้แก่ลูกๆ ในจำนวนเท่าๆกัน ลูกคนนี้อาจถือที่ดินราคาสูง คนนั้นถือราคาน้อยกว่า แต่เมื่อลูกทุกคนโอนที่ดินเข้าบริษัทแล้ว ก็สามารถโอนหุ้นระหว่างกันเองได้ ในราคาพาร์ โดยไม่เสียภาษี เพื่อให้จำนวนหุ้นในบริษัทมีเท่าๆกัน
เรื่องโอนที่ดินเข้าบริษัทชำระค่าหุ้นนี้ ไม่ต้องรอทำพินัยกรรมก็ได้ โอนได้เลยถ้าที่ดินนั้นใช้ประกอบธุรกิจอยู่แล้วก่อนหน้าวันโอน เช่นใช้เป็นที่ตั้งของร้านขายทอง หรือมีผู้อื่นเช่าอยู่ โดยเจ้าของที่ดินผู้โอนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน แต่ต้องโอนภายใน 31 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ โอนแล้วถึงทำพินัยกรรม ว่าหุ้น 99.99% ในบริษัทเจ้าของที่ดินที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ถืออยู่ จะแบ่งให้ลูกคนไหนบ้าง กี่หุ้น แล้วจึงมีข้อกำหนดในพินัยกรรมสำทับห้ามไม่ให้ผู้รับพินัยกรรมโอนหุ้นให้บุคคลภายนอก
หรือบางรายสงสารลูกบางคนที่ไม่มีงานทำ อายุของลูกก็มากแล้ว มีฐานะทางการเงินด้อยกว่าลูกคนอื่น ค่ากินค่าอยู่ก็อาศัยจากพ่อแม่ แต่ลูกคนนี้อยู่บ้านดูแลพ่อแม่เป็นอย่างดี พ่อแม่อาจทำพินัยกรรมยกบ้านหลังนั้นพร้อมที่ดินให้ลูก เป็นการทำพินัยกรรมสำหรับทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง แยกออกมาจากกองทรัพย์มรดก โดยหวังว่าเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ลูกคนนี้จะได้มีที่พักพิง
ประเด็นใหญ่สุดของพินัยกรรม คือ ทำขึ้นแล้วไร้ผล ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เนื่องจากพินัยกรรมเป็นเอกสารที่กฎหมายกำหนดรูปแบบและเนื้อหาไว้ จะเขียนตามสบายไม่ได้ เช่น ผู้ที่เขียนพินัยกรรมให้ผู้ทำพินัยกรรมลงนาม จะมาเป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้ พยานก็เป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้เช่นกัน ข้อห้ามนี้ใช้บังคับกับคู่สมรสของผู้เขียนและพยานด้วย พยานต้องมีสองคนเป็นอย่างน้อย และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานทั้งสองคนพร้อมกัน และพยานทั้งสองจะต้องลงลายมือชื่อของตนรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้นเช่นกัน จะให้พยานคนหนึ่งลงนาม แล้วนำไปให้พยานอีกคนหนึ่งลงนามในภายหลังไม่ได้ เนื่องจากพยานรับทรัพย์พินัยกรรมไม่ได้ ลูกหลานที่มาแวดล้อมเป็นสักขีพยานในการลงนามของผู้ทำพินัยกรรมในวันนั้น จึงอยู่ในพิธีลงนามได้ แต่จะเซ็นเป็นพยานไม่ได้
พินัยกรรม ไม่เหมือนกับนิติกรรมอื่น ที่ขีดฆ่า แล้วเขียนใหม่ เซ็นชื่อกำกับได้ แต่พินัยกรรมต้องพิมพ์ฉบับแก้ไขขึ้นมาใหม่แล้วให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานเซ็นอีกรอบหนึ่ง
ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม ก็เป็นประเด็นใหญ่มาก เมื่อเดือนก่อนมีบุคคลที่มีชื่อเสียงของประเทศที่อยู่ในวัยชราภาพอย่างมากและมีโรครุมเร้าหลายโรค รวมทั้งโรคหลงลืม ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนติดเตียง ต้องอยู่ในความดูแลของลูกๆตลอดเวลา บุคคลท่านนี้ถูกศาลมีคำสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถ ต้องอยู่ในความอนุบาลของลูกคนหนึ่ง คำสั่งศาลดังกล่าวต้องตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อประกาศให้บุคคลภายนอกทราบและมีผลผูกพันบุคคลภายนอกว่าบุคคลท่านดังกล่าวไม่สามารถทำนิติกรรมด้วยตนเองได้
ซึ่งในประกาศนั้นใช้ถ้อยคำกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า “บุคคลวิกลจริต” ด้วย ซึ่งเป็นคำที่แรง หลายคนที่รู้จักเคารพนับถือปูชนียบุคคลท่านนั้น รับไม่ได้ คำๆนี้มีความหมายเฉพาะทางกฎหมายว่าบุคคลท่านนั้นไร้ซึ่งความสามารถทางจิตใจ ในการทำนิติกรรม ประกาศดังกล่าวได้สร้างความฮือฮาทางโซเชียลมีเดีย อย่างมาก เมื่อนึกถึงหัวอกของลูกๆแล้วคิดว่า เหตุผลหนึ่งที่ขอคำสั่งศาล ก็เพื่อป้องกันมิให้ใครแอบเอาพินัยกรรมมาให้ท่านเซ็น โดยที่ท่านมิได้รับรู้ถึงผลของการลงนามนั้น
ดังนั้นการทำพินัยกรรมจึงควรทำขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์มีสุขภาพดีพอที่จะตัดสินใจในเรื่องทรัพย์สินของตนเองได้
ถ้าผู้ทำพินัยกรรมอายุมากและสุขภาพไม่ค่อยดีนัก แต่ยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ อาจให้แพทย์ประจำตัวให้คำรับรองไว้ในขณะทำพินัยกรรมว่ามีความสามารถทำพินัยกรรมได้ ถ้าหาแพทย์ไม่ได้ ก็อาจให้ผู้ทำพินัยกรรมอ่านข้อความสั้นๆรับรองความสามารถของตนขณะทำพินัยกรรม หากอัดวิดีโอไว้ได้ก็ควรจะทำ รูปถ่ายขณะเซ็นพินัยกรรม ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความสามารถทางจิตใจพอที่จะทำพินัยกรรมได้ เผื่อไว้ให้ศาลพิจารณา หากมีข้อขัดแย้งกันถึงความสามารถในการทำพินัยกรรม หรือ ความสมบูรณ์ หรือการดำรงอยู่จริงของพินัยกรรมในอนาคต

