ที่กระทรวงคมนาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจเยี่ยมและติดตามงานสำคัญๆของกระทรวงคมนาคม ว่าสถานการณ์ต่างๆดีขึ้นมาก โครงการใหญ่ๆเริ่มออกมาส่งผลต่อความเชื่อมั่น และส่งผลต่อสิ่งอื่นๆตามมาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเป็นลำดับ “การที่งานของกระทรวงคมนาคมมีความคืบหน้า โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมีผลต่อการจัดอันดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ (IMD) และสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เรามีเวลาทำงานอีกประมาณ 1 ปี ทุกโครงการอยากให้กระชับ”
นายสมคิด กล่าวว่า ได้แจ้งต่อสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)ให้กำหนดลำดับความสำคัญของงาน เนื่องจากยังมีงานอีกมากที่ต้องจัดการ ทั้งนี้โครงการที่เกี่ยวข้องกับระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะต้องให้ความสำคัญก่อน รวมถึงโครงการใหญ่ๆที่เกี่ยวข้อง อยากให้ชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง (กรุงเทพฯ-ระยอง) อยากให้เงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ออกมาได้ก่อนปลายปีนี้ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง ทีโออาร์ออกมาได้ก่อนสิ้นไตรมาสแรกปี 2561 เป็นต้น
นายสมคิด กล่าวว่า ได้หารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พบว่างานไปได้ดีมาก เรื่องรถไฟเฟสแรกที่เหลือใน 9 สัญญามีการประมูลและได้รายชื่อแล้ว เฟสต่อไปจะค่อยๆทยอยออกมา ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผน ไม่มีชักช้า ส่วนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ค่อนข้างมั่นใจว่า ภายในปลายเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมนี้จะเริ่มก่อสร้างได้ ขณะเดียวกันได้ศึกษาเฟสต่อไป รถไฟความเร็วสูง (นครราชสีมา-หนองคาย) ที่จะมาเชื่อมต่อ ดังนั้นทุกโครงการของการรถไฟจะไปได้ตามเป้าหมาย
นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ได้พูดถึงโครงการหลักๆ หลายเส้นทาง ที่วางแผนไว้ผ่านขั้นตอนการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ไปแล้ว ได้กำชับว่าในส่วนรถไฟฟ้าที่อยู่ใจกลางจังหวัด ที่มีอยู่ 4 จังหวัด คือภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ทั้ง 4 เส้นนี้ ทำออกมาให้ได้โดยเฉพาะในปี 2561 เพราะเป็นจุดที่มีความแออัดสูงมาก แล้วการเกิดขึ้นที่นั่นจะเกิดประโยชน์กับการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งรฟม.รับไปเรียบร้อยแล้ว
“ตัวอย่างสำคัญหนึ่งคือ การบิน ขณะนี้คาดว่าทางแอร์บัส และการบินไทยจะสามารถลงนามความตกลง (เอ็มโอยู) เรื่องศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำศูนย์กลาง(ฮับ)การบินในภูมิภาคนี้ ซึ่งได้แจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้จัดสรรแบ่งปันร่วมกันที่จะพัฒนาสนามบินต่างๆทั้งสนามบินที่มีศักยภาพที่จะเติบโตในอนาคต และสนามบินท้องถิ่นที่จะช่วยเชื่อมต่อกับการท่องเที่ยว ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) รับจะช่วยพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ให้ได้ข้อสรุปว่าส่วนไหนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ดำเนินการ ส่วนไหนกรมท่าอากาศยาน หรือทย. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งผมจะคอยตามเรื่องนี้อีกแรง”
นายสมคิด กล่าวถึงด้านการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โครงการไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ ตอนนี้ใกล้จบแล้ว ต้นปีหน้าคงมีโอกาสเบิกฤกษ์ธงชัย ส่วนกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท งานเต็มมืออยู่แล้วและคงพยายามเร่งโครงการออกมาเพื่อจัดสรรงบประมาณให้เร็ว

