นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ระหว่างวันที่ 8-11 พฤศจิกายน 2560 ณ นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งจะรวบรวมผลงานระดับเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาตลอดปี เสนอระดับรัฐมนตรีและผู้นำรับทราบและให้ข้อสั่งการเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการต่อไป โดยการประชุมครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่จะหารือ ได้แก่ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แนวทางเร่งดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายโบกอร์ของการค้าการลงทุนที่เสรี ภายในปี 2563 และการดำเนินการร่วมกันของเอเปคหลังปี 2563 ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา
ในปี 2563 เป้าหมายโบกอร์ ซึ่งเป็นแก่นของการทำงานเอเปคกำลังจะสิ้นสุดลง รวมถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีปัจจัยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ๆ เอเปคจึงต้องทบทวนบทบาทและการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา เปรูซึ่งเป็นเจ้าภาพเอเปค ได้จัดการหารือเรื่อง APEC toward 2020 and beyond เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ของเอเปคหลังปี 2563 ซึ่งเวียดนามจะสานต่อในหัวข้อนี้ นอกจากนี้ เอเปคยังให้ความสำคัญกับการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งเอเปคได้เริ่มมีการพูดคุยกันแล้ว โดยมุ่งหวังให้เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง ครอบคลุม และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน
เอเปคเป็นกรอบความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วย สมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ คือ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา และเป็นกลุ่มคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยในปี 2559 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปคมีมูลค่า 286,913.02 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 69.98% ของการค้ารวมของไทย เป็นการส่งออก 147,108.10 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 68.32% และการนำเข้า 139,804.92 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 71.82% โดย 9 เดือนแรก ปี 2560 การค้าระหว่างไทยกับเอเปคมีมูลค่า 235,772.72 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 69.62% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย โดยเป็นการส่งออก 121,217.78 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 114,554.93 ล้านเหรียญสหรัฐ

