นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 7 พฤศจิกายน กระทรวงการคลัง เสนอแนวทางการสละสิทธิ์เบี้ยยังชีพคนชรา เข้าสู่ที่ประชุมครม. เพื่อนำเงินที่คนชราสละสิทธิ์มาเพิ่มให้กลุ่มคนชรามีรายได้น้อย โดยการสละสิทธิ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป แนวทางนี้เป็นแนวทางการช่วยเหลือกันและรัฐ เช่น โครงการพี่ช่วยน้อง ที่กระทรวงการคลังพยายามผลักดันมาตลอด เพื่อให้กลุ่มคนมีกำลังและมีเงินมาช่วยเหลือกลุ่มที่ด้อยโอกาสกว่า โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางบริจาคเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุฐานะดี เพื่อนำเงินมาเพิ่มให้ผู้สูงอายุยากจน นั้นเบื้องต้นจะให้ผู้สูงอายุมีฐานะดีแสดงความจำนงค์บริจาคยังสถานที่ไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพ เช่น ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และสำนักงานเขตกทม.ทุกแห่ง ซึ่งเงินดังกล่าว ถูกนำส่งกองทุนผู้สูงอายุ หลังจากนั้นทางคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ที่มีพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี จะพิจารณาว่ามีเงินบริจาคเข้ามาเท่าไหร่ และสามารถเพิ่มให้ผู้สูงอายุยากจนได้เท่าไหร่ โดยในระยะแรกขอดูยอดเงินบริจาคประมาณ 2 เดือน ก่อนสรุปว่าควรจะเพิ่มเงินได้เท่าไหร่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจะเป็นกลุ่มลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในปี 2560 ไว้กับกระทรวงการคลัง มีจำนวน 3.6 ล้านราย แบ่งเป็นผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีประมาณ 3 ล้านราย และรายได้ 3 หมื่นบาท-1 แสนบาทต่อปี ประมาณ 6 แสนราย ถ้าเงินบริจาคช่วงแรกยังไม่มาก อาจพิจารณาให้กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีก่อน ซึ่งการเพิ่มเงินจะดำเนินการผ่านบัตรสวัสดิการคนจน โดยจะโอนเงินเข้าไปในบัตร แล้วผู้ได้รับสิทธิ์ไปกดเป็นเงินสดมาใช้ได้ทันที
“การบริจาคสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่มีกำหนดปิด โดยการบริจาคจะทำครั้งเดียวมีผลไปตลอด แต่ผู้ที่บริจาคสามารถเปลี่ยนใจมารับเบี้ยยังชีพได้ตลอดเวลาเช่นกัน ผู้บริจาคจะได้เหรียญเชิดชูเกียรติจากกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังสามารถนำวงเงินบริจาคมาลดหย่อนภาษีเงินได้กับกรมสรรพากรได้ด้วย”แหล่งข่าวกล่าว

