นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์บัญชาการกรมสรรพสามิตว่า กรมสรรพสามิตถือเป็นกรมภาษีแรกที่นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น สิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือ 3 กรมภาษี กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และกรมสรรพากรมีระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการบริหารการจัดเก็บภาษีและการจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่(บิ๊กดาต้า) ทำให้เกิดการใช้ข้อมูลในการจัดเก็บภาษีระหว่างกรม ช่วยทำให้การป้องกันปัญหาการรั่วไหลภาษี ปัญหาการทุจริต ทำให้ผู้เสียภาษีทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนต้องเสียภาษีในฐานเดียวกัน
“ต่อไปในการจัดเก็บภาษีจะมีการวมศูนย์ หากพบพบข้อมูลผิดปกติ สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ทันที ทำให้การแก้ปัญหาจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างทันท่วงที โดยหลักการในการจัดเก็บภาษีนั้นไม่ใช่การไปรีด แต่ให้เน้นแนะนำ และให้ความรู้กับผู้ประกอบการ และในการเก็บภาษีในอนาคตต้องไปขยายฐานในการจัดเก็บ จะไม่ใช่การไปขึ้นภาษี หรือเก็บภาษีใหม่ๆ”นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของกรมสรรพสามิตนั้นในเร็วๆ นี้จะมีการเปลี่ยนแสตมป์ภาษี ใช้มานานกว่า 40-50 ปีใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ในการทุจริต ทำให้การหลบเลี่ยงภาษีลดลง เพราะของเดิมนั้นสามารถลอกแล้วไปติดใหม่ได้ แต่ของใหม่จะใช้สติกเกอร์ติดที่สินค้า และมีระบบคิวอาร์โค้คในการตรวจสอบ แม้จะมีการลอกสติกเกอร์ออกไป แต่คิวอาร์โค้ดจะยังอยู่ที่สินค้า ทำให้สามารถตรวจสอบสินค้าได้ตั้งแต่การนำเข้ามาจากไหน เมื่อไหร่ มีการเสียภาษีอย่างไร โดยจะนำมาใช้สินค้ากลุ่มบุหรี่ และสุรา ส่วนเบียร์นั้นส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งมิเตอร์วัดการผลิต เพื่อเสียภาษีอยู่แล้ว
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า แสตมป์รูปแบบใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมพร้อม คาดว่าจะนำมาใช้เร็วที่สุด ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น ทั้งกับผู้บริโภคที่สามารถตรวจสอบสินค้าค้า กรมสามารถตรวจสอบการเสียภาษี รวมถึงการผลิตจากที่ไหน โดยแสตมป์ใหม่ใช้เทคโนโลยีการผลิตคล้ายกับการผลิตธนบัตรทำให้ปลอมยากขึ้น

