นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 31 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ประเทศฟิลิปปินส์ อาเซียนและญี่ปุ่นได้เจรจาเรื่องการค้าบริการ และการลงทุนบรรลุผลสำเร็จแล้ว หลังจากได้เจรจาเรื่องนี้กันมากว่า 5 ปีแล้ว แม้ที่ผ่านมาจะสรุปผลในภาพรวมได้ แต่ยังติดประเด็นเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทการลงทุน สำหรับการดำเนินการต่อไป อาเซียนและญี่ปุ่นจะเร่งเดินหน้าขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย ในพิธีสารแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) เพื่อผนวกข้อบทการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายลงนามในเอกสารดังกล่าวภายในปีหน้า จากปัจจุบัน AJCEP มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นการเปิดเสรีเฉพาะการค้าสินค้า
นางอภิรดี กล่าวว่า การสรุปผลเจรจาด้านบริการและลงทุนจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การขยายการค้า การลงทุนในภูมิภาคให้เพิ่มมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และเมื่อมีผลบังคับใช้นักลงทุนจะสามารถเข้าไปให้บริการในสาขาต่างๆ ในญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้น เช่น การเข้าถึงสาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการโสตทัศน์ บริการก่อสร้าง บริการการเงิน บริการการท่องเที่ยว และช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดการลงทุนของนักลงทุนไทยในญี่ปุ่น ภายใต้กฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจน ควบคู่กับการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน
นางอภิรดี กล่าวอีกว่า ในปี 2558 มูลค่าการค้าสองฝ่ายระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น อยู่ที่ 2.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 10.5% ของการค้ารวมของอาเซียน ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากจีน สำหรับการลงทุนทางตรงจากญี่ปุ่นมายังอาเซียน ในปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยญี่ปุ่นยังคงครองตำแหน่งนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 14.5% ของเม็ดเงินลงทุนทางตรงทั้งหมดในอาเซียน ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย รองจากจีน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2555-2559) มีมูลค่าการค้าเฉลี่ยปีละ 7.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2559 การค้ารวมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่า 5.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.11% จากปีก่อนหน้า

