นางปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในตลาดทุนปัจจุบันผู้เล่นหลักยังคงเป็นนักลงทุนรายย่อย 49% และมีจำนวนนักลงทุน 1.4 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากเดิม 8 แสนบัญชี หรือเพิ่มขึ้นปีละ 12% อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจตัวกลางหรือบริษัทหลักทรัพย์ขณะนี้มีทั้งหมด 37 บริษัท ก.ล.ต.ประมาณการว่ารายได้การดำเนินธุรกิจในปีนี้จะอยู่ที่ 37,842 ล้านบาท และมีกำไรการดำเนินธุรกิจประมาณ 6,789 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าคอมมิชชั่นลดลงจากต่อเนื่อง เป็นผลจากการแข่งขันด้านราคา ทำให้มีการตัดราคาค่านายหน้า และทำให้ฐานค่าคอมมิชชั่นลดลง แม้มูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้นก็ตาม
“ก.ล.ต.เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์รับมือกับการแข่งขันจากในประต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และการเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) โดยส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจหลักทรัพย์ให้พร้อมรับมือกับความท้าทาย ควบคู่ไปกับการปรับปรุงเกณฑ์ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการประกอบธุรกิจ ทั้งการแก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทุนจดทะเบียนชำระแล้วของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อขจัดอุปสรรคในการขอใบอนุญาตธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ในขณะนี้” นางปะราลีกล่าว
นางปะราลีกล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทุนจดทะเบียนชำระแล้วของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ได้กำหนดเกณฑ์ใหม่ว่าผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ฯ ให้มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์ฉบับใหม่ จากเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ฯ ให้มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เพื่อลดภาระที่เกินจำเป็นต่อผู้ประกอบธุรกิจเดิมและรายใหม่ โดยจะมีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม 2560

