วันที่ 23 พฤศจิกายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยในระหว่างร่วมงานสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ (SOE CEO Forum) ที่ กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ว่า ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ตัวแทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (รสก.) ทั้ง 55 แห่งที่อยู่ในความดูแลของ สคร.จะประชุมกันถึงแผนงานโครงการและงบประมาณที่จะต้องเบิกจ่ายลงทุนของ รสก. โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม
นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบลงทุนของ รสก. ซึ่งมีขนาดรวมกันใหญ่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ที่ 14-15 ล้านล้านบาท มีส่วนสำคัญที่ดันเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว ในปีหน้าจะทำต่อที่ให้ รสก.เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในปี 2561 งบลงทุนตามแผนของ รสก. ซึ่งไม่รวมบริษัทลูก รวมมีประมาณ 5.06 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปี 2560 มีงบลงทุนตามแผนคือ 3.44 แสนล้านบาท โดยที่ประชุมจะนำงบลงทุนรวมมากางดูว่าใครเบิกจ่ายอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ข้อมูลการเบิกจ่ายงบลงทุนของ รสก.ตั้งแต่ต้นปี-สิ้นเดือนตุลาคม 2560 อยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 80% แล้วตามแผน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังเหลือการเบิกจ่ายงบลงทุนของ รสก.รายใหญ่ เช่น ปตท. ซึ่งงบตามแผนรวมปีนี้อยู่ที่ 7.4 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 5.4 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2.3 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้านครหลวง 1.6 หมื่นล้านบาท
นายเอกนิติกล่าวว่า แผนงานปี 2561 นอกจากเดินหน้าเบิกจ่ายงบลงทุนของ รสก.ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายแล้ว สคร.ตั้งเป้าหมายเป็นแกนหลักเชื่อมให้ รสก.แต่ละแห่งร่วมกันจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูลของตนเองออกมาเป็นข้อมูลเชิงบูรณาการกับ รสก.อื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลขนาดมหาศาล (บิ๊กดาต้า) ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน (แชร์) ไปใช้ให้ตอบโจทย์นโยบาย รสก.ทำแบบไม่เหวี่ยงแห ลดต้นทุนของการบริหารจัดการของ รสก.เอง และเพื่อให้เอกชนและประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้บิ๊กดาต้าของ รสก.เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ และประชาชนได้รับบริการจาก รสก.ดีขึ้น ทั้งนี้ หน่วยงานที่จะต้องทำการวิเคราะห์บิ๊กดาต้าหรือออกงบลงทุนด้านนี้ อาจจะให้ รสก.ช่วยลงขันกัน ซึ่งเป็นแนวคิดอยู่ ยังไม่ได้สรุปเรื่องลงขัน
นายเอกนิติกล่าวว่า ทั้งนี้จะนำร่องให้ รสก.ที่เกี่ยวข้องกับ 3 ด้านหลักทำบิ๊กดาต้าออกมาก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับหน่วยงานอื่น ได้แก่ 1.รสก.ที่เกี่ยวกับเอสเอ็มอี ซึ่งจะทำบิ๊กดาต้าออกมาในชื่อ สมาร์ท เอสเอ็มอี อินเทลลิเจนซ์ โดยธนาคารของรัฐจะต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อ สถานะของเอสเอ็มอีออกมาในเชิงลึก เพื่อให้สามารถออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ตามลักษณะเฉพาะรายได้ สามารถใช้งานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ รสก.สร้างขึ้นได้ เช่น อาจเป็นแอพพลิเคชั่น และในอนาคตก็จะต่อยอดช่วยเอสเอ็มอีกับหน่วยงานอื่นๆ ในการส่งเสริมด้านอี-มาร์เก็ต และโลจิสติกส์ 2.รสก.ที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค จะมีบิ๊กดาต้าในชื่อ สมาร์ท ยูทิลิตี้ ซึ่งประกอบด้วย รสก.ที่เกี่ยวกับน้ำและไฟ โดยวิเคราะห์ข้อมูลออกมาร่วมกัน จนออกแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือบริการที่ประชาชนสามารถเข้าไปขออนุญาตใช้น้ำไฟได้จบในที่เดียว หรือสามารถชำระค่าบริการได้ครบในจุดเดียว และ 3.รสก.ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว จะทำบิ๊กดาต้าออกมาในชื่อ ทราเวล พอร์ต เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) การบินไทย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นต้น ร่วมจัดทำข้อมูลทั้งด้านคน การเดินทาง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องออกมาให้ชัดเจนและเชื่อมโยงกัน เพื่อสามารถนำไปทำแผนงานรองรับการให้บริการประชาชนได้อย่างเชื่อมต่อกัน ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า แผนงานบิ๊กดาต้านี้จะนำหารืออีกครั้งในที่ประชุมสัมมนาวันที่ 24 พฤศจิกายน โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมประชุมด้วย

