“เอดีบี”เตรียมปรับตัวเศรษฐกิจไทยใหม่ ธ.ค.นี้ ทั้งปีโตเกิน 3.5% แน่นอน

23.11.17 | 18:02 น.

นายฮิเดอะกิ อีวาซากิ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทน ประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า โครงการให้กู้ยืมเงินสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทย ขณะนี้มีแผนงานอยู่ทั้งหมด 5 โครงการ (2561-2563) ซึ่งมีทั้งโครงการที่อนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างการตกลงกับรัฐบาล สำหรับโครงการแรก คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในร่างสัญญาเงินกู้โครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงอำเภอหนองหาน – อำเภอพังโคน ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงสกลนคร – นครพนม (กิโลเมตรที่ 180 – 213) และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงร้อยเอ็ด – ยโสธร โดยกู้เงินจากเอดีบี กรอบวงเงิน 99.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับ 3,404 ล้านบาท มีอายุการกู้เงินกำหนด 13 ปี ระยะปลอดดอกเบี้ย 3 ปี โดยมองว่าจะช่วยพัฒนาโครงข่ายระบบคมนาคมในภูมิภาคให้สามารถเดินทางและขนส่งสินค้าเชื่อมโยงระหว่างประเทศได้ รวมทั้งสนับสนุนการโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) ได้


นายฮิเดอะกิกล่าวว่า ส่วนโครงการอื่นๆ นั้น จะทยอยดำเนินการในช่วง 3 ปีหลังจากนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ คาดว่าจะลงนามในโครงการกู้ยืมเงินในปี 2561 โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก คาดว่าจะลงนามในโครงการกู้ยืมเงินในปี 2562 และโครงการก่อสร้างรถไฟ คาดว่าจะลงนามในโครงการกู้ยืมเงินในปี 2563 แต่รายละเอียดจะต้องตกลงกับทางรัฐบาลอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่ไม่ได้ดำเนินการในลักษณะให้สินเชื่อ แต่เป็นโครงการให้ความรู้ เช่น โครงการที่ดำเนินการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“บทบาทของเอดีบีหลักๆ ที่เห็นอาจจะเป็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการให้กู้เงินในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปีนี้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินในโครงการก่อสร้างทางสายหลักฯ หลังจากนั้นจะมีโครงการอื่นๆ ทั้งโครงการรถไฟ รถไฟฟ้า รวมทั้งสนามบิน แต่อาจจะต้องรอสรุปรายละเอียดอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีเรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปชั่น และการรับมือของธนาคาร โดยมีมุมมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับคนเจเนอเรชั่นวาย หรือคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางโซเชียล เพื่อให้ความรู้เรื่องเครื่องมือทางการเงิน และการวางแผนทางการเงิน ทั้งนี้เห็นธปท.กำลังดำเนินการอยู่” นายฮิเดอะกิกล่าว

น.ส.อรนุช เจตวัฒนา เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา เอดีบีให้ความสนับสนุนและทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง รวมถึงคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) มาโดยตลอด แม้ว่าการให้เงินกู้ในโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร จะเป็นการปล่อยเงินกู้ให้กับไทยในรอบ 7 ปีก็ตาม เนื่องจากบทบาทของเอดีบี นอกจากจะเป็นธนาคารที่ให้กู้ยืมเงินในภูมิภาคแล้ว ยังดูแลเรื่องการให้ความรู้หรือโนฮาวในการพัฒนาประเทศด้วย

Advertisement

นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า เอดีบีเตรียมจะปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ในเดือนธันวาคมนี้ จากเดิมที่ประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5% และ 3.6% ในปี 2560 และ ปี 2561 ตามลำดับ ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตมากกว่า 3.5% อย่างแน่นอน จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องทั้งการส่งออกไตรมาส 3 และการลงทุนของภาครัฐ ที่แม้ว่าในปีนี้จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ไตรมาสที่ผ่านมาเริ่มดีขึ้น และเชื่อว่าไตรมาส 4 จะดีขึ้นด้วย จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้มากกว่า 3.5% อย่างแน่นอน

“เชื่อว่าการส่งออกน่าจะทำได้ดีต่อเนื่องถึงปีหน้า จากปัจจัยเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างจีนที่เอดีบีมองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 6% ในช่วง 2 ปีนี้ เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐฯ มองว่ายังขยายตัวดี ส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าขยายตัวได้ดีเช่นกัน อย่างตัวเลขส่งออกมาเลเซียก็ขยายตัวดี จากอานิสงส์การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนฟื้นตัวกันถ้วนหน้า อย่างไรก็ตามในส่วนเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้อาจจะยังไม่ขยายตัวตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แต่เชื่อว่าปีหน้าจะขยายตัวจากการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่จะมาช่วยดึงขึ้น ส่วนการบริโภคภายในประเทศ และรายได้ภาคการเกษตรก็คาดว่าจะดีขึ้น จากหนี้ภาคครัวเรือนที่โตแบบชะลอตัว” นางลัษมณกล่าว

นางลัษมณกล่าวว่า ในส่วนปัจจัยภายนอกประเทศจะเห็นว่าความกังวลเรื่องนโยบายสหรัฐฯ และเรื่องคาบสมทุรเกาหลีในช่วงปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ ความเสี่ยงก็ค่อยๆ ลดลง สำหรับปัจจัยความกังวลในปี 2561 การลงทุนภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ รวมถึงการดำเนินโยบายอีอีซี โดยเฉพาะการออกกฎหมายก็ต้องเร่งด้วย เนื่องจากได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมาก ส่วนการใช้เครื่องมือนโยบายการเงิน อาจจะต้องติดตามว่าในถานการณ์โลกที่เงินเฟ้อต่ำจะเป็นอย่างไร อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้มองว่าในปีหน้าอาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ยกเว้นว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกซึ่งอาจจะต้องรอดูอีกครั้ง แม้ว่าอาจจะมีแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่” นางลัษมณกล่าว