นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2561 บริษัทมีวิสัยทัศน์ทำธุรกิจด้วยแนวคิด “ธุรกิจใหม่ไร้กรอบ” ตั้งเป้ารายได้รวม 5,300 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเติบโต 50% จากปี 2560 ตั้งเป้าไว้ที่ 3,550 ล้านบาท โดยรายได้ปีหน้ามาจาก 4 ธุรกิจหลักปรับโมเดลใหม่จากทำธุรกิจสื่อและเพลงมากว่า 35 ปี ประกอบด้วย กลุ่ม 1 ธุรกิจเฮลท์แอนด์บิวตี้ ตั้งเป้ารายได้ 2,500 ล้านบาท หรือสัดส่วน 47% ของรายได้รวม ปีนี้คาดรายได้ 1,400 ล้านบาท เป็นการเติบโตตามตลาดสุขภาพและความงาม ประกอบด้วยสกินแคร์แบรนด์มาจีค แฮร์แคร์แบรนด์รีไวฟ์ และอาหารเสริมแบรนด์เอส.โอ.เอ็ม ปีหน้าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 30 รายการ จากมีอยู่ 37 รายการ และมีพันธมิตรเพิ่มอีก 3 ราย จาก 3 ราย โดยเพิ่มในกลุ่มสินค้าของใช้ในบ้านและไลฟ์สไตล์เป็นการขายตรงผ่านเบอร์ 1781
กลุ่ม 2 ธุรกิจสื่อ ตั้งเป้ารายได้ 2,450 ล้านบาท หรือสัดส่วน 46% ในส่วนนี้รายได้จากทีวีดิจิทัลช่อง 8 รวม 2,000 ล้านบาท ที่เหลือจากวิทยุและทีวีดาวเทียม และเตรียมงบลงทุนช่อง 8 ไว้ 1,700 ล้านบาท ในส่วนผลิตเนื้อหา อุปกรณ์ไอทีและค่าใบอนุญาต เนื้อหาของทีวีจะเน้นที่ช่วงไพรม์ไทม์เช้าและเย็น เป็นข่าวและซีรีส์ คาดว่าเรตติ้งเพิ่มเฉลี่ย 30-40% สิ้นปีหน้าคาดยอดผู้ชม 7 แสนรายต่อนาที จากปัจจุบัน 4 แสนกว่ารายต่อนาที เเละเตรียมปรับขึ้นค่าโฆษณาเพิ่มอีก 45% ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จากปัจจุบันเฉลี่ย 3 หมื่นบาทต่อนาที และบางช่วงไพรม์ไทม์สูงถึง 1.8-3 แสนบาทต่อนาที
กลุ่ม 3 ธุรกิจเพลง ตั้งเป้ารายได้ 250 ล้านบาท หรือสัดส่วน 5% โดยมีแนวคิดทำธุรกิจนี้ว่า “ดนตรีไร้ขอบ” ไม่ได้จำกัดแค่เพลงลูกทุ่งแต่ครบถ้วนทุกแนวเพลง เน้นแบรนด์เดียว ซึ่งโลโก้อาร์สยามโฉมใหม่เริ่มใช้วันที่ 1 ธันวาคม และออกซิงเกิลใหม่ไม่ต่ำกว่า 40 เพลงต่อปี โดยโฟกัสการทำงานกับศิลปินที่มีศักยภาพตรงกับแนวทางบริษัทประมาณ 30 คน ส่วนศิลปินไม่ตรงแนว บริษัทจะคืนสัญญาให้ประมาณ 100 คน และกลุ่ม 4 ธุรกิจรับจ้างและผลิตกิจกรรม (อีเวนต์) ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาท หรือสัดส่วน 2%
“หลังจากธุรกิจเฮลท์แอนด์บิวตี้ เป็นธุรกิจหลักและมีสัดส่วนแซงหน้าธุรกิจสื่อ ในต้นปีหน้าบริษัทเตรียมยื่นขอจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และย้ายจดหมวดอุตสาหกรรมจากธุรกิจสื่อเป็นธุรกิจพาณิชย์ ซึ่งใน 3 ปีนับจากปี 2561 เชื่อว่าธุรกิจทีวีช่อง 8 จะยังเติบโตขึ้น แต่เป็นอัตราที่เติบโตต่ำกว่ากลุ่มเฮลท์แอนด์บิวตี้ และโอกาสโตอีกมากแต่ไม่มีใครบอกได้ว่ากี่แสนล้านบาท และในปีหน้าจะเห็น 1-2 ธุรกิจใหม่ของบริษัท ซึ่งต่อยอดจากธุรกิจเดิม ขณะนี้กำลังหานิยามให้กับบริษัทอยู่ ไม่เชิงว่าเป็นบริษัทขายผลิตภัณฑ์เฮลท์แอนด์บิวตี้ที่เป็นเจ้าของสื่อ” นายสุรชัยกล่าว

