นายอนุชิต อนุชิตากูล ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวในงานสัมมนา”ยกระดับประเทศไทยด้วย National Digital ID Platform” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า การให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การสมัครประกันภัยทางออนไลน์ การกรอกข้อมูลเพิ่อเสียภาษีทางออนไลน์ ยังมีปัญหาเรื่องการยืนยันตัวตน หรือการพิสูจน์ว่าผู้กรอกข้อมูลเป็นเจ้าตัวจริงหรือไม่ ส่วนการยืนยันตัวตนจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก อาจไม่ตอบโจทย์เทคโนโลยีในอนาคต ที่สามารถจะยืนยันตัวตนได้หลายรูปแบบ เช่น การสแกนม่านตา ทำให้การทำธุรกรรมในปัจจุบัน ยังคงต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้อง สะท้อนว่าการติดต่อทำธุรกรรมกับทางภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ดี ยังติดขัดเรื่องดิจิทัลไอดี หรือการยืนยันตัวตนผ่านแหล่งข้อมูลที่แท้จริง
ทั้งนี้ ในอนาคตอาจมีการยืนยันตัวตนหลายรูปแบบตามการพัฒนาของเทคโนโลยี จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (เนชั่นแนล ดิจิทัล ไอดี อินฟราสตรัคเจอร์) หรือแพลตฟอร์มกลาง ที่เป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน เชื่อมต่อได้ทุกภาคส่วน ทำให้เกิดระบบนิเวศน์ที่ใช้ได้จริง ซึ่งโครงสร้างนี้จะรองรับการใช้ดิจิทัลอีเพย์เม้นต์ และเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค)ด้วย รวมถึงการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้านเทคโนโลยี
สำหรับความคืบหน้า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำสเปคของโครงสร้างพื้นฐานการยืนยันตัวตนฯ ซึ่งพยายามเร่งให้เสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนการพัฒนาระบบดิจิทัล ไอดี แพลตฟอร์ม และเปิดทดลองเป็นโครงการนำร่อง โดยเริ่มให้มีการยืนยันตัวตนภาคการเงินและภาครัฐบางส่วน และเชื่อมโยงกับหน่วยงานผู้ให้ข้อมูลอย่างน้อย 10 หน่วยงาน ประมาณกลางปี 2561 หลังจากนั้นจะเปิดให้มีการยืนยันตัวตนเต็มรูปแบบและเชื่อมโยงฐานข้อมูลเต็มรูปแบบภายในปี 2562
ในส่วนคณะทำงานหลักในปัจจุบัน คือ คณะกรรมการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ซึ่งเป็นตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ตลท. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ในอนาคตอยากให้ภาคเอกชนและคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงานด้วยมากขึ้น เพื่อดูแลโครงการนี้ระยะยาว

