ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงภาวะตลาดหุ้นไทยของวันที่ 27 พฤศจิกายน พบว่า เปิดตลาดภาคเช้า ดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบสลับบวก แต่ตลอดช่วงบ่ายดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ จึงปิดตลาดระดับ 1,695.67 จุด ลดลง 0.17 จุด หรือ 0.01% โดยระหว่างวันจุดสูงสุดที่ 1,699.71 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ 1,687.43 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวม 46,526.66 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,260.93 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 172.98 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,219.82 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 785.91 ล้านบาท โดยหลักทรัพย์ที่มูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ IVL, CPALL, QH, PTT, TISCO
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 พฤศจิกายน เห็นแรงขายทำกำไร กดดันค่อนข้างหนักของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังจากนี้คาดว่าจะเห็นคำสั่งซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) มาชดเชย จึงมองว่าเป็นการเข้าซื้อหุ้นเพื่อถือเงินสดไว้ ประเมินว่าดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้จะลงแต่ไม่ต่ำกว่า 1,690 จุด และขึ้นไปทดสอบ 1,700-1,720 จุด ช่วงเดือนที่เหลือของปี ทั้งนี้ จะมีการปรับดัชนีที่เป็นมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนในการลงทุน(ดัชนีเอ็มเอสซีไอ) คาดว่าจะปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ประกอบกับปัจจัยการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก (โอเปค) วันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ จะหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นได้
นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด หลังวันศุกร์ที่ผ่านมา ปรับลงมาต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ 1,700 จุด ตามแรงขายหนักจากฝั่งนักลงทุนสถาบันไทย และความไม่แน่นอนของปัจจัยฝั่งสหรัฐฯ เรื่องแผนปฎิรูปภาษี และการคุมเข้มทางการเงินรอบใหม่ของจีน ทั้งนี้ มองว่าแรงขายจากนักลงทุนสถาบันไทยส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มระดับเงินสดไปจองซื้อหุ้นกัลฟ์ เอ็นเนอจี ดีเวลลอปเม้น ซึ่งจองซื้อวันที่ 27 พฤศจิกายน เป็นวันสุดท้าย ดังนั้นแรงขายจากนักลงทุนสถาบันน่าจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้ ผนวกกับยังมีเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) เข้ามาสนับสนุนช่วงปลายปี

