นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “การพัฒนา การกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ คำตอบของการดูแลสมบัติชาติ” จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อเป็นเวทีอธิบายข้อวิจารณ์ในสังคม 4 ประการ ได้แก่ การรวมศูนย์เพื่อกินรวบ? ลดสวัสดิการของประชาชน? เพิ่มการแทรกแซงทางการเมือง? และการนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ? ว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจฉบับใหม่นี้ มีแนวคิดที่จะจัดระบบการกำกับดูแลหรือระบบธรรมาภิบาลให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความเข้มงวด เนื่องจากโดยปกติรัฐวิสาหกิจมีกฎหมายที่จะต้องปฎิบัติตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ขณะเดียวกันร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการแปรรูป ซึ่งจะมีการแปรรูปหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกฎมายฉบับอื่นๆ
“ช่วงที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจไทยเติบโตขึ้นมาก เป็นภาคส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2559 รัฐวิสาหกิจมีสินทรัพย์รวม 14.4 ล้านล้านบาท และมีรายได้รวมประมาณ 4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ที่มีสินทรัพย์รวม 4.7 ล้านล้านบาท มีรายได้รวมประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันงบประมาณรายจ่ายประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท เป็น 2 เท่าของงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล และมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นแนวคิดของร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารฯ ฉบับใหม่นี้ เป็นความพยายามที่จะจัดระบบการกำกับดูแลหรือระบบธรรมาภิบาลให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรก” นายประสารกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ผ่านการพิจารณาของสนช. รัฐวิสาหกิจจะเสียโอกาสอย่างไรบ้าง นายประสารกล่าวว่า ก็คงเสียโอกาสอยู่พอควร เพราะปัญหารัฐวิสาหกิจเราค่อนข้างใหญ่และเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้าเราไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้เต็มที่ จะเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ซึ่งยังไม่นับว่ารัฐวิสาหกิจบางแห่งยังกินทุนรัฐบาล โดยทุนเหล่านั้นสามารถที่จะไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้หากเพิ่มประสิทธิภาพได้ จะสามารถลดการคอร์รัปชั่น การรั่วไหล และสร้างรายได้ให้ประเทศได้มากขึ้น
นายรพี สุจริตกุล กรรมการคนร. กล่าวว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ ไม่สามารถขัดแย้งกับกฎหมายฉบับอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ ซึ่งที่จะต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ก่อน เนื่องจากมีข้อครหามากว่ากฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เนื่องจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะคือ 1.องค์กรของรัฐที่ยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบของบริษัท 2.รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในรูปแบบบริษัท ซึ่งหากรัฐบาลต้องการจะปรับสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทมหาชนจะต้องผ่านครม.ก่อน
“กฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่กลับข้างด้วยซ้ำว่าจะต้องมีคนร.เป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะก่อน เพราะฉะนั้นข้อครหาว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทางตรงหรือทางอ้อมเป็นไปไม่ได้ เพราะมีกฎหมายเรื่องการแปรรูปองค์การมาเป็นบริษัท และมีตัวระเบียบการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐครอบอยู่” นายรพีกล่าว
นายรพีกล่าวว่า ประการที่สอง กฎหมายฉบับนี้กำหนดองค์ประกอบและหน้าที่ของคนร.หรือซูเปอร์บอร์ดให้ชัดเจน เพื่อเป็นกรอบการบังคับว่าการปฏิบัติหน้าที่ของซูเปอร์บอร์ด หากทำผิดหรือละเว้นการปฏิบัติจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอาญา และประการที่สาม กฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด รวมถึงระบุว่าแผนยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจจะต้องทำแผน 5 ปี และประกาศเป็นราชกิจานุเบกษา เพื่อให้รู้ว่ารัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องไปทำอะไรบ้าง ไม่ใช่พูดไม่ชัดเจนหรือพูดคลุมๆ ไป
นายบรรยง พง์พานิช อดีตกรรมการ คนร. กล่าวว่า ทำไมถึงกล่าวว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากปัญหาเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำสุดในอาเซียนและเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำแล้ว การขยายตัวของรัฐวิสาหกิจจากทรัพย์สิน 60% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2547 ขึ้นมาเป็น 110% ของจีดีพีในปี 2559 และมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2561 รัฐวิสาหกิจจะมีการขยายตัว 5.09 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย หรือเป็นการลงทุนที่มากที่สุดตั้งแต่มีมา

