นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานเปิดอย่างเป็นทางการของบริษัท ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จำกัด ในฐานะเป็นธนาคารท้องถิ่น ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ว่า ไทยประกาศที่จะยกระดับประเทศ ทำให้คนพ้นจากความยากจนเช่นเดียวกับจีน ซึ่งทุกวันนี้ จีนดำเนินการแล้วความยากจนเกือบไม่เหลือ เรื่องนี้เป็นทิศทางการเมืองของโลก ใครมาเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตามมีโจทย์เดียวกัน คือ ยกระดับความสามารถและความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตของตนให้ได้ ต้องยกระดับความสามารถ รวมทั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในประเทศนั้นๆ สามารถจะทำมาหากินค้าขายกับชาวโลกได้ในภาวะการแข่งขันรุนแรง ไทยเองก็ต้องระวังตัว มีแต่คนจี้ไหล่ขึ้นมา และแซงหน้าเราไป
“ปัจจุบันไทยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ การยกระดับความสามารถของประเทศ และประชากรของประเทศให้สามารถทำงานได้ หากไม่ทำจะไม่มีทางถึงระดับที่มีกินมีใช้อย่างดีได้ ที่ผ่านมามีการพิสูจน์แล้วว่าโลกมนุษย์มีครรลองของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อยู่ที่ว่าใครจะไหวทัน คนที่เป็นผู้นำ คือรัฐบาลของแต่ละประเทศจะไหวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกไหม และนำพาประเทศให้พัฒนาล่วงหน้า ในเรื่องที่ควรพัฒนา ”
นายบัณฑูร กล่าวถึงกรณีการกระจายความมั่งคั่งของประเทศว่า การกระจายความมั่งคั่ง เป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องทำให้ได้ดี รวมทั้งประเทศไทยด้วย ไม่ใช่บอกว่าโต แต่ว่ากระจุกอยู่ข้างบน ข้างล่างฟีบ มันจะไปเจริญได้อย่างไร แล้วประเทศไทยข้างล่างฟีบดูตรงไหน ดูหนี้เสียของธนาคาร หนี้เสียของเอสเอ็มอีและส่วนบุคคล ถ้ามีมากแสดงว่าต่อให้ประเทศไทยประกาศว่ามีการเจริญเติบโต กระเตื้องขึ้นมาจริง การกระจายความมั่งคั่งยังไม่เกิดขึ้นในทันที เป็นโจทย์สำคัญอย่างยิ่งของการเมืองไทย จะทิ้งให้คนจำนวนมากจนอยู่ข้างล่างมันเป็นไปไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้แบบนั้น
“ใครก็ตามที่รับเป็นรัฐบาล จะรับโจทย์นี้ไปทำเต็มที่ไหม ถ้าไม่เต็มอย่ามารับเลือกตั้ง มันดูถูกคนไทยเกินไป”
นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า ในการปฏิรูปประเทศของไทย ที่ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 10 คณะ ยอมรับว่าทุกคนทำงานกันเต็มที่ และในคณะที่ตนเองร่วมอยู่มีข้อเสนอที่ใหม่และผ่ากลางลงไปในโครงสร้างอำนาจเดิม โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจของรัฐของราชการต่างๆ แต่ไม่รู้เขาจะเอาด้วยไหม เป็นเรื่องโครงสร้าง ถ้าไม่แก้ ไทยไปถึงไหน ไม่ถึง 4.0 ในสิ้นปีนี้ต้องส่งการบ้านรัฐบาลแล้ว เขาต้องไปถกกันต่อ ข้อเสนอรับรองได้พิสดาร ทั้งนั้น นอกจากนี้หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และไม่สามารถโน้มน้าวทีมงานให้มาด้วยกันได้ มันก็แก้อะไรไม่ได้ ก็แพ้ แล้วถ้าแพ้ในระดับรัฐ คือ พาประชาชนทั้งประเทศแพ้ นั่นคือความน่ากลัว
“ความท้าทายอย่างยิ่งของการเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะได้อำนาจมาด้วยวิธีใดก็ตาม พาประชาชนไม่ไปสู่ความเจริญ ไปไม่ได้ คือไม่ทำหน้าที่ และไม่ควรจะเป็นรัฐบาล”
นายบัณฑูร กล่าวถึงปีหน้า ที่ไทยจะเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั้งรัฐบาลเดียวกันยังเปลี่ยนรัฐมนตรี มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ว่าตอบโจทย์ที่เกิดขึ้น แต่ก่อนไม่มีประเมินผล แต่อันนี้ใช้ไม่ได้ผลต้องแก้ ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือประเมินอย่างตรงไปตรงมา เอาความจริงของผลงานของแต่ละหน่วยงานของแต่ละกระทรวงมาวางบนโต๊ะให้ประชาชนและรัฐบาลเห็น ตัวนั้นจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันทนอยู่กับสิ่งที่มันผิดไม่ได้ ขอให้พูดให้ชัดเจน เป็นคณิตศาสตร์ เป็นรูปแบบ ให้ข้อมูลเป็นตัวติเตียนเอง แล้วมันจะมีความคืบหน้าที่สร้างสรรค์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
“อยากเห็นการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อยากเห็นคนที่อยากเป็นรัฐบาลมาพร้อมด้วยความตั้งใจและความรู้ที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศไทย ไม่ใช่ว่ามีอำนาจมาเพียงเพื่อเสวยอำนาจอย่างที่ผ่านๆมา แล้วแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้ แล้วถึงได้วุ่นวายกันถึงทุกวันนี้ ทางแก้คือมีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่จะพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญ มันต้องมีแผนและต้องมีบุคคลากรที่มีความสามารถที่จะนำพาให้เกิดตรงนั้นให้ได้ ก่อนที่จะเสนอหน้ามาให้ประชาชนเลือกเป็นรัฐบาล มีความสามารถหรือไม่ หรือว่าหน้าเดิมๆ ทำกันมาแบบเดิมๆและกลับไปทำแบบเดิมๆ แบ่งเงินกันกินกันแบบเดิมๆ ไม่เอาครับ”
นายบัณฑูร กล่าวถึงเศรษฐกิจปีหน้าว่า ตอนนี้สัญญาณเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา ตัวเลขอะไรก็ดีขึ้น แต่ก็อีกความมั่งคั่งมันกระจายหรือไม่ หรือมันกระจุก
“ถ้าไม่กระจายมันยิ่งมีคนช้ำใจมากขึ้น ไอ้นี่รวยแล้วรวยอีก ข้างล่างไม่มีกินเหมือนเดิม พืชผลอะไรก็ขายไม่ได้ราคา จะให้มีความสุขได้อย่างไร มันก็คืนความสุขไม่ได้สิ การแจกเงินทุกวันนี้ก็ต้องทำแบบนี้ก่อน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ว่ากัน แต่ตลอดชีวิตจะทำแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยจะต้องทำได้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นนั่งแจกเงินทุกวัน”นายบัณฑูร กล่าว

