นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “มติชน” ว่า ในเร็วๆ นี้ สมาคมเตรียมเข้าพบนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรับฟังนโยบายหลังปรับคณะรัฐมนตรี และหารือสถานการณ์ข้าวโลก รวมถึงเป้าหมายตัวเลขการส่งออกข้าวไทยปี 2561 และปัจจัยบวกปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อการส่งออก
ทั้งนี้ ประเด็นเบื้องต้นที่สมาคมเตรียมเข้าหารือ ได้แก่ สมาคมได้ประเมินตัวเลขการส่งออกข้าวในปี 2561 ไว้ที่ 9.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2560 คาดว่าจะส่งออกได้ 11 ล้านตัน เนื่องจากสต๊อกข้าวเก่าหมดลง ซึ่งส่วนต่างหายไปประมาณ 1.5 ล้านตัน ซึ่งตลาดหลักข้าวเก่า คือแอฟริกา ดังนั้น ปีหน้าก็จะลดลง จากนี้ตลาดส่งออกต้องสู้กันด้วยข้าวใหม่ ซึ่งราคาข้าวไทยค่อนข้างสูงกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะประเทศส่งออกข้าวหลักของโลกอย่างอินเดียและเวียดนาม ก็ต้องเสริมด้วยการหาตลาดซื้อใหม่ๆ และรักษาฐานตลาดส่งออกหลักที่มีอยู่ เช่น อิหร่าน และจีน
“ตลาดจีนกำลังถูกเวียดนามแซงหน้า ดูจากตัวเลขจีนนำเข้าข้าวจากทั่วโลกปีนี้ 5 ล้านตัน พบว่านำเข้าข้าวจากเวียดนามถึง 3 ล้านตัน เพราะเวียดนามได้มีพัฒนาพันธุ์ข้าวขาวหุงแล้วนุ่ม ตรงกับความนิยมของชาวจีน ประมาณตันละ 450-460 เหรียญต่อตัน แม้ราคาสูงกว่าข้าวขาวไทย แต่ชาวจีนยอมจ่าย เป็นเรื่องที่จะเสนอผ่านกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละตลาดโลก อย่างเวียดนามที่ตอนนี้ออกข้าวชนิดใหม่และตั้งราคาขายได้สูงขึ้น ไม่อย่างนั้น ไทยอาจเสียส่วนแบ่งการค้าข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ”
นายชูเกียรติกล่าวว่า อีกประเด็น คือผลกระทบจากค่าบาทแข็ง ที่ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.50-32.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับสกุลอื่นในอาเซียนถือว่าไทยแข็งค่าสูงมาก ปีหน้าห่วงว่าจะยังเป็นปัจจัยไม่เอื้อการส่งออกไทยได้ตามเป้าหมาย เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรต้องดูแลให้ค่าบาทมีเสถียรภาพและไม่ผันผวนเร็วเกินไป และจากประเมินสถานการณ์โลกและการค้าโลกฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อดีขึ้น ก็จะทำให้การแข่งขันสูงขึ้นตาม การส่งออกข้าวไทยในปีหน้ายังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ภาครัฐและเอกชนต้องหารือว่าจะทำอย่างไรให้ส่งออกให้ได้ดีขึ้น ถึงตัวเลขปีหน้าอาจไม่เท่าปีนี้ เพราะมีเรื่องสต๊อกข้าวราคาต่ำมาหนุนปริมาณส่งออกแล้ว

