นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับกรมการค้าภายในถึงการเตรียมรับมือภัยแล้งว่า ผู้เลี้ยงสุกรเห็นว่าปีนี้ผู้เลี้ยงน่าจะเจอวิกฤตจากผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้บางฟาร์มชะลอการเลี้ยงและขายลูกพันธุ์ออกไปแล้ว เพราะวิตกเรื่องน้ำแล้งและแบกรับต้นทุนไม่ไหว ซึ่งต้นทุนน้ำเป็นสัดส่วน 30% ของการเลี้ยง หมู 1 ตัวต้องใช้น้ำเพิ่ม 30 บาทต่อวัน และส่วนใหญ่เลี้ยงสุกรจะเป็นรายย่อย 70% ซึ่งพื้นที่เลี้ยงสุกรหลักของประเทศ อันดับแรกคือ ราชบุรี นครปฐม ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวมสัดส่วน 70% ของผลผลิตออกสู่ตลาด และต้นทุนเลี้ยงอยู่ที่ 62-64 บาท แต่ต้องขาย 67-69 บาท หากต้องซื้อน้ำและอาหารสัตว์แพงขึ้นอีกอาจประสบปัญหา
“ผู้เลี้ยงหมูเราห่วง หากแล้งนาน น้ำไม่พออีก 2 เดือน จะกระทบผลผลิตออกสู่ตลาดในเดือนตุลาคมตึงตัวได้ เพราะระยะเวลาเลี้ยง 4-6 เดือน ตอนนี้หมูพันธุ์ลด อนาคตกระทบต่อผลผลิตแน่นอน เราได้เสนอให้ทางการช่วยเหลือนอกจากจัดสรรน้ำแล้ว ต้องคุมเรื่องอาหารสัตว์ และช่วยเพิ่มมูลค่าหมูที่เลี้ยง เช่น สหกรณ์เรามีสมาชิก 160 คน เดิมผลิตสุกรออกสู่ตลาดเดือนละ 1.2 หมื่นตัว ก็เหลือ 9 พันตัว ประหยัดต้นทุนโดยรวมตัวซื้ออาหารสัตว์ แต่ยังขาดเรื่องโรงแปรรูป ก็ได้ทำเรื่องให้ทางการสนับสนุน ซึ่งก็ใช้จ่ายอีก 4-5 ล้านตัน สหกรณ์ฯเตรียมทำหนังสือให้รัฐบาลประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) เพื่อพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งไม่ได้ประชุมมาหลายปีแล้ว ผมว่าราคาสุกรจะสูงขึ้น แต่คงไม่เกิน กก.ละ 70-71 บาท จากวันนี้ 67-68 บาท” นายเสน่ห์กล่าว

