นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที เปิดเผยว่า ทางจีไอทีได้เตรียมแผนงานรองรับนโยบายรัฐบาลและนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้ท้องถิ่น โดยปี 2561 จะร่วมกับผู้ประกอบการด้านอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่ จัดทีมพัฒนาฝีมือและให้ข้อมูลการทำธุรกิจทุกภูมิภาค ใน 15 จังหวัดเป้าหมาย อาทิ สุโขทัย เชียงใหม่ สุรินทร์ กาญจนบุรี ภูเก็ต สตูล เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วหมู่บ้านทำเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน จ.นครราชสีมา เดิมเป็นเครื่องปั้นใช้สอย ก็เพิ่มการผลิตเป็นเครื่องประดับ พบว่าภายใน3 เดือนสามารถสร้างรายได้เพิ่มถึง 3 เท่าตัว ถือเป็นตัวอย่างนำไปพัฒนาพื้นที่อื่นต่อไป พร้อมกันนี้กำลังรวบรวมข้อมูลทำเป็นดาต้าเบสแล้วนำไปลงในกูเกิล (Google) และกำลังหารือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเชื่อมข้อมูลด้านแหล่งท่องเที่ยวไว้ด้วยกัน โดยจะเริ่มเห็นข้อมูลในกูเกิลเดือนมกราคม 2561 และครบทุกจังหวัดกลางปีหน้า
นางดวงกมล กล่าวต่อว่า อีก 2 ภารกิจ คือ ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกภายใน 5 ปี ซึ่งเตรียมหารือในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปลดล็อกปัญหาและอุปสรรคต่างๆตามที่ภาคเอกชนและผู้ส่งออกนำเสนอ โดย 4 ประเด็นหลักที่จะต้องหารือ คือ ปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ ปัญหาแย่งชิงวัตถุดิบกับต่างประเทศ อัตราภาษี และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยแข็งค่าและผันผวน ทั้งนี้ในส่วนของขาดแคลนแรงฝีมือ ทางจีไอทีได้เร่งพัฒนาฝีมือทักษะผ่านกิจกรรมประกวด 2 กิจกรรมด้านออกแบบเครื่องประดับ และประกวดการเจียระไน ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานฝีมือที่ลงทะเบียน 3 หมื่นคน แต่ด้วยขนาดของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอุตสาหกรรมส่งออกอันดับ 3 รองจากยานยนต์ และอิเลคทรอนิกส์ โดยปี2559 มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท หรือสัดส่วน 3.5%ของจีดีพี
“อีกภารกิจคือการสร้างภาพลักษณ์อัญมณีและเครื่องประดับไทยในทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่นใจผู้ซื้อและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยเตรียมเปิดตัวเครื่องหมายรับรองและติดคิวอาร์โค้ดบนตัวสินค้าในการจำหน่าย เพื่อรองรับคุณภาพตามมาตรฐาน และเริ่มดำเนินการในกลางเดือนธันวาคมนี้ และเตรียมเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลกอีก 8 งานในปีหน้า ซึ่งทั้ง 3 ภารกิจจะเป็นแรงกระตุ้นการสร้างรายได้ ตราสินค้า และส่งเสริมการส่งออกในระยะยาว ” นางดวงกมล กล่าว

