นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การส่งออกเดือนตุลาคม 2560 มีมูลค่า 20,083 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 13.1% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่งผลให้การส่งออก 10 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่า 195,518 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.7% ผลจากการขยายตัวดีขึ้นของการค้าทั่วโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทย โดยสินค้าส่งออกสูงสุด คือรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ มูลค่า 22,780 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 0.7% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ส่วนประกอบ มูลค่า15,062 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.7%ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 8,405 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 54.8% ทำให้คาดการณ์ส่งออกทั้งปี2560 ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8.5-9 % จากเดิมประมาณการณ์ไว้6 % ส่วนปี 2561 คาดขยายตัว5% ซึ่งปัจจัยบวกต่อการส่งออก มาจากการขยายตัวดีขึ้นของการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักดีขึ้น และการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เหล็ก ยางพาราและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า สำหรับสิ่งน่ากังวลที่สุดในขณะนี้ คือ ค่าเงินบาทที่ผันผวนและอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า จะทำให้ผู้ส่งออกสูญเสียขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ซึ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้น จากที่มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรใช้เครื่องมือในการสกัดไม่ให้เงินทุนไหลเข้ามาในประเทศมากเกินไป เพราะหากเทียบเป็นเงินบาทส่งออกเดือนตุลาคม 2560 มีมูลค่า659,517 ล้านบาท ขยายตัว7.6% ส่วน 10 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่า 6,660,680 ล้านบาท ขยายตัว6.5% เท่านั้น และทั้งปี คาดส่งออกรูปเงินบาทจะขยายตัวเพียง 4% หรือเฉลี่ยเป็นเงิน 7.88 ล้านล้านบาท หรือทำให้เงินส่งออกหายไปในรูปของเงินบาท 354,982 ล้านบาท จากการแข็งค่าของบาท
“หวังว่าธปท. จะเข้ามาดูแลอัตราค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าไปมากกว่านี้ เพราะขณะนี้เงินบาทแข็งค่าสูงขึ้นกว่าอัตราของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ปากีสถาน เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยทำกำไรลดลง และจะส่งผลต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) ที่ไม่รู้ตัวว่าอาจจะขาดทุนจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก และเอสเอ็มอีบางรายก็เร่งส่งออกขายสินค้าให้ได้ปริมาณมาก เคลียร์สต็อกให้หมดด้วยการขายราคาที่ขาดทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงงานที่อยู่ในระบบไปด้วย ” นางสาวกัณญภัค กล่าว
นางสาวกัณญภัค กล่าวอีกว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก ที่ต้องติดตามดู คือ การแก้ไขพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ที่ต้องให้สอดคล้องกับการทำธุรกิจของผู้ประกอบการโดยให้ภาคเอกชนเข้าไปมาส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เรื่องมาตรการปฎิรูปภาษีของสหรัฐและการปรับอัตรราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ผลกระทบราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง การขาดแคลนแรงงานเฉพาะทาง เป็นต้น

