นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ธุรกิจรายย่อยในปี 2561 มีแนวโน้มที่จะแข่งขันสูงขึ้นกว่าปีนี้ เป็นผลจากการปรับตัวไปสู่การทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์(อีเพย์เม้นต์) ซึ่งธนาคารได้นำเทคโนโลยีและนวัตรกรรมใหม่ ๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในยุคดิจิทัล ทั้งนี้ ธนาคารมั่นใจว่าธุรกิจรายย่อยของธนาคารจะเติบโตมากกว่าปีนี้ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 25% โดยธนาคารเน้นการขยายฐานเงินฝากเพื่อการทำธุรกรรม อาทิ บัญชีทีเอ็มบีโนฟิกซ์ บัญชีทีเอ็มบีออลฟรี การแปลงบัญชีเงินฝากเป็นกองทุนรวม และปัจจุบันธนาคารมีการขายผลิตภัณฑ์กองทุนจากหลายบริษัท รวมทั้งการขยายสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และประกัน เป็นต้น
“ธุรกิจธนาคารมีการแข่งขันกันรุนแรงมากมากขึ้น เพราะเทคนด์อีเพย์เม้นต์มาแรง เป็นเหตุให้ธนาคารต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สำหรับบริการทีเอ็มบี ทัช โมบายแบงก์กิ้งของธนาคาร ได้มีการเปิดตัวบริการใหม่ ๆ ทุก 2-3 เดือน ทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นและลูกค้าแนะนำต่อราว 26% จากลำดับที่ 6 ในปีที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาอยู่ที่ลำดับที่ 3 เพิ่มขึ้นเป็น 58% ในปีนี้ ซึ่งธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชอบและแนะนนำมากที่สุดภายใน 5 ปี” นางสาวมิ่งขวัญ กล่าว
นางสาวมิ่งขวัญ กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าโมบายแบงก์กิ้ง ทีเอ็มบี ทัช อยู่ 1.2 ล้านบัญชี โดยมีจำนวนลูกค้าที่ใช้งานเป็นประจำ 60-70% หรือราว 4-5 แสนบัญชี ตั้งเป้าหมายว่าสิ้นปี 2561 จะมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านบัญชี รวมเป็นกว่า 2 ล้านบัญชี และคาดว่าจำนวนลูกค้าที่ใช้งานเป็นประจำจะเพิ่มเป็น 1 ล้านบัญชี ล่าสุดได้ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัว ทีเอ็มบี ว้าว เป็นโปรแกรมสะสมคะแนนจากการทำธุรกรรมการเงินผ่านทีเอ็มบี ทัช เช่น การโอนเงิน การจ่ายบิล การเติมเงิน เป็นต้น จะได้คะแนนสะสมหรือ ว้าว สามารถนำคะแนนสะสมสามารถนำมาแลกของรางวัลต่าง ๆ ได้ โดย 1 ว้าว เท่ากับ 1 บาท เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ตั๋วหนัง ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น และยังสามารถโอนคะแนนให้กับเพื่อนได้ คาดว่าทีเอ็มบี ว้าว จะเป็นการสร้างรอยัลตี้ให้กับแบรนด์และจะช่วยสร้างฐานลูกค้าธนาคารเพิ่มขึ้น

