เมื่อเวลา 14.30 น วันที่ 13 ธันวาคม ห้องแถลงข่าว อาคารอำนวยการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช. มีมติเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีการให้บริการไลน์โมบาย (Line Mobile) ของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ซึ่งมติออกมาว่า ให้สำนักงาน กสทช.มีหนังสือแจ้ง บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการให้บริการไลน์โมบาย (Line Mobile) ให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศของ กสทช.ในเรื่องต่อไปนี้
“1.การลงทะเบียนของผู้ใช้บริการซิมการ์ดให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้บริการ 2.ดำเนินกระบวนการโอนย้ายเลขหมายสำหรับผู้ใช้บริการของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ให้มีลักษณะเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแพคเกจภายในบริษัทเดียวกัน มิใช่การโอนย้ายค่ายเบอร์เดิม 3.แก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมการให้บริการเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจอย่างชัดเจนว่า บริการไลน์โมบายเป็นการให้บริการของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกช่องทาง เว็บไซต์ที่เป็นช่องทางของการซื้อซิมและติดต่อบริการ การใช้ชื่อโครงข่าย (Network Name) เป็นต้น เพื่อมิให้เกิดการสับสนแก่ประชาชน
ทั้งนี้ หากบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในเรื่องดังกล่าว ให้ดำเนินมาตรการบังคับทางปกครองแก่บริษัทต่อไป และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ติดตามและรายงานผลต่อ กสทช. เป็นระยะๆ ทุก 1 เดือน นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงการให้บริการไลน์โมบายอย่างใกล้ชิด แม้ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ยังไม่ใช่การให้บริการแบบ Mobile Virtual Network Operator (MVNO) อันหมายถึง การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายด้วยตัวเอง แต่อาศัยเครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่น แล้วนำมาจำหน่ายต่อผ่านโปรโมชั่นและช่องทางการตลาดของตัวเอง แต่บริษัท ดีแทคไตรเน็ต จำกัด มีการดำเนินการหลายอย่างที่ขัดกับประกาศของ กสทช. จึงแจ้งให้มีการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง และหากปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าการให้บริการไลน์โมบายอาจจะเข้าข่ายเป็นการให้บริการในลักษณะ MVNO ให้รีบรายงานให้ที่ประชุม กสทช. ทราบเพื่อพิจารณาต่อไป”
นายฐากรกล่าวอีกว่า รัฐบาลพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก ประวิทย์ วงศ์สุวรรณ ได้ให้นโยบาย กสทช.มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่ชายขอบทั่วประเทศให้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 30/10 Mbps ฟรี โดย กสทช. ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเตอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการดำเนินโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ เป็นระยะเวลา 3 ปี (36 เดือน) นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 โดยรัฐบาลได้มีนโยบายให้ใช้อินเตอร์เน็ตครบทุกหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศภายในปี 2561 ซึ่งในส่วนที่ กสทช.รับผิดชอบขณะนี้จำนวนประมาณ 3,920 หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่ประมาณ 607,000 ครัวเรือน ในส่วนนี้จากการสำรวจของกระทรวงการคลัง เป็นพื้นที่มีรายได้น้อยประมาณ 86เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น กสทช.โดยได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเพื่อเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นมนสังคม สร้างเสริมมาตรการความเข้มแข็งให้ประชาชน สิ่งสำคัญคือเมื่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปถึง ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงได้ และต้องมีการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องสุขภาพของประชาชน โดยจะมีระบบรักษาทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้สุขภาพของประชาชนชนบทและในเมืองเท่าเทียมกัน
“โดยในพื้นที่ของประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นไปตามประกาศของกระทรวงการคลังเราจะเปิดให้บริการใช้ฟรีเเล้วเสร็จ 100 เปอเซ็นต์ ภายในเดือนสิงหาคม โดยประชาชนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตฟรีได้โดยติดต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินการขณะนั้น สำหรับขั้นตอนการทำงานขณะนี้มติที่ประชุมบอร์ท กสทช.ได้ลงมติเห็นชอบในหลักการเรียบร้อย ขั้นตอนการทำงานคือ กสทช.จะประสานงานกับกระทรวงการคลังในการจัดทำฐานข้อมูล และจะทำร่วมกับโอเปอเรเตอร์ที่จะต้องเปิดให้บริการฟรีในส่วนนี้โดยนับตั้งแต่เดือน มกราคม ถึงเดือนกรกฏาคม รวม 7 เดือนในการทำฐานข้อมูล ตลอดจนเปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนเปิดใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงส่วนนี้ต่อไป”
นายฐากรกล่าวอีกว่า โครการดังกล่าวใช้งบประมาณ 86 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีรายได้น้อยจาก 600,000 ครัวเรือน คำนวนออกมาประมาณ 520,000 ครัวเรือน โดยใช้งบประชาชาครัวเรือนละ 200 บาท ใช้งบประมาณภายในกรอบวงเงินงบประมาณ 4,683.73 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยใช้จ่ายจากวงเงินเหลือจ่ายภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (พ.ศ. 2555-2559) แต่ผลตอบเเทนที่ประชาชนจะได้รับ โครงการดังกล่าวนี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนเมืองกับคนในพื้นที่ชายขอบ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เช่น การรักษาแพทย์ทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึง เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ทั้งนี้ กสทช. ประเมินว่าหากครัวเรือนในพื้นที่ชายขอบซึ่งมีรายได้ประมาณ 5,000 บาท จะสามารถสร้างรายได้ เพิ่มได้เพียง 2,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เช่นการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือทำเอสเอ็มอี หรือสตาร์อัพเป็นต้น ซึ่งรายได้เขาเพิ่มรายได้ของรัฐจัเพิ่มขึ้น
“มองว่า 2,000 บาทที่เกิดขึ้นกับ 520,000 ในแต่ละปีรัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณหมื่นกว่าล้าน เพราะฉะนั้นการดำเนินการส่วนนี้นอกจากจะช่วยประชาชนผู้มีรายน้อย ลดความเลื่อมล้ำ ยังทำให้การขับเคลื่อนของประเทศตรงจุดมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลได้เน้นในเรื่องนี้เเละมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในเขตพื้นที่ชายขอบ กับประชาชนกลุ่มที่ในคำนิยามของกระทรวงการคลังประกาศว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย โดยระหว่างนี้ในที่ประชุม กสทช. ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการเชื่อมต่อบริการอินเตอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ สำนักงาน กสทช. จะประสานฐานข้อมูลการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับกระทรวงการคลังต่อไป” นายฐากรกล่าว
นายฐากรกล่าวเพิ่มเติมว่า อินเตอร์เน็ตที่จะให้บริการในโครงการเน็ตประชารัฐจะเป็นอินเตอร์เน็ตที่มาจากการทำสัญญาระหว่าง กสทช. และเอกชนที่ชนะการประกวดราคาในโครงการเน็ตประชารัฐเพื่อพื้นที่ชายขอบเท่านั้น จึงเป็นคนละส่วนกับอินเตอร์เน็ตของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมซึ่งมอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ ทั้งนี้ นายฐากรเชื่อว่า เน็ตประชารัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้แก่คนชายขอบซึ่งแต่เดิมมีรายได้ต่อครัวเรือนเดือนละ 5000 บาท และจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก ลดการอพยพโยกย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่ เพราะประชาชนจะสามารถประกอบอาชีพในท้องถิ่นของตัวเองได้
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าของแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งนายฐากรกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องการช่วยเหลืออยู่แล้ว ขอให้ใจเย็น เพราะการดำเนินการต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐ รวมถึงผู้ประกอบการและประชาชนก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำความเห็น เมื่อสำนักงาน กสทช.ดำเนินการโดยพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ที่ว่านี้แล้วจะเสนอความเห็นอีกครั้ง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายใน 2-3 วันหลังจากนี้

