นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา 4 กลุ่ม เช่น เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายยาง และสถาบันเกษตรกรยางแห่งประเทศไทย เข้าพบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้กระทรวงเกษตรฯ และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ช่วยแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ซึ่งพบว่ามีหลายแนวทางน่าสนใจ ส่วนทางด้านราคายางไม่มีทางที่จะไม่ผันผวน เพราะราคายางไทยผูกกับตลาดโลก จึงต้องหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร
สำหรับแนวทางที่คาดว่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมี 3 แนวทาง ได้แก่ 1.เกษตรกรทุกกลุ่ม และทุกครัวเรือน ต้องน้อมนำศาสตร์พระราชาของรัชกาลที่ 9 เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้เพื่อให้สามารถปลูกยางพาราได้ยั่งยืน เช่น การปลูกพืชผสมผสาน ปลูกพืชแซมยาง เป็นต้น 2.การสนับสนุนให้เกษตรกรแต่ละชุมชน รวมกลุ่มกัน เพื่อนำน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นยางแผ่น หรือยางแท่งเก็บไว้ก่อน และ 3.ให้เกษตรกรเชื่อมโยงสู่สหกรณ์ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูป อย่างไรก็ตาม แต่ละชุมชนต้องการให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ จังหวัดละ 1 โรงงานแปรรูป เพื่อใช้สำหรับแปรรูปยางพารา เพื่อลดปริมาณยางพาราเข้าสู่ตลาด
“ในการหารือยังเสนอแนวคิดจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง กยท.และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยให้ กยท.ถือหุ้นไม่เกิน 50% ของบริษัท เนื่องจากการทำงานจะไม่ได้ไม่ผูกขาด เพื่อทำหน้าที่ซื้อขายยางในตลาด หวังลดปริมาณของยางพาราในตลาด โดยไม่พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง” นายลักษณ์กล่าว
รายงานข่าวจากการยางแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ปัจจุบันปริมาณยางปรับตัวลดลง เนื่องจากมีฝนชุกในพื้นที่ปลูกยางของภาคใต้ ประกอบกับสต๊อกยางจีนปรับตัวลดลงกว่า 100,000 ตัน และเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บยางในเมืองชิงเต่า ทำให้ยางเสียหาย 30,000 ตัน ส่งผลให้ปัจจุบันราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น ณ สำนักงานตลาดกลางยางพารา ราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 43.29 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ปรับตัวสูงขึ้น 0.84 บาทต่อกก. คิดเป็น 1.97% และราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 46.60 บาทต่อกก. ปรับตัวสูงขึ้น 1.16 บาทต่อกก. คิดเป็น 2.54%

