นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มานานกว่า 8-9 เดือน ยังคาดหวังว่ากฎหมายจะผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับในวันที่ 1 มกราคม 2562 ซึ่งยังมีเวลาที่จะให้ สนช.พิจารณา โดยในชั้นคณะกรรมาธิการมีการต่ออายุการพิจารณาหลายครั้ง เพื่อพิจารณากฎหมายให้รอบคอบที่สุด คาดหวังว่าอีกไม่เกิน 2 เดือนนับจากนี้ ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน่าจะสามารถผ่านการพิจารณาของ สนช.ได้ โดยในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ทางคณะกรรมาธิการจะทำการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกรอบ
นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเก็บจากเจ้าของบ้านพักอาศัยราคาแพงนั้น เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะมีภาระที่ต่ำกว่าค่าส่วนกลางของหมู่บ้านที่เจ้าของบ้านหรูต้องจ่ายต่อปีเสียอีก ซึ่งร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบ่งประเภทที่ดินออกเป็น 4 ประเภท คือ เกษตรกรรม, บ้านพักอาศัย, พาณิชยกรรมและอื่นๆ, ที่รกร้างว่างเปล่า ในกรณีบ้านอยู่อาศัยนั้น กระทรวงการคลังเคยเสนอว่าไม่สมควรจัดเก็บภาษีเลย เพราะถือเป็นปัจจัยสี่ แต่ภายหลังมีผู้คัดค้านว่าไม่ควรยกเว้น และในที่สุดจึงสรุปว่าจะเก็บเฉพาะบ้านราคาแพง
นายอภิศักดิ์กล่าวว่า สำหรับที่ดินเพื่อการพาณิชย์นั้น แม้จะมีภาระภาษีที่สูงขึ้นกว่ากฎหมายปัจจุบันเป็นเพราะการประเมินภาษีในปัจจุบันใช้ราคาประเมินราคาที่ดินในปี 2521 ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินปรับขึ้นสูงกว่าในอดีตหลายเท่าตัวแล้ว ดังนั้นหากใช้ราคาประเมินปัจจุบันเป็นฐานเพื่อจัดเก็บภาษีตามกฎหมายปัจจุบัน เทียบกับการใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ภาระภาษีภายใต้กฎหมายใหม่จะต่ำกว่ากฎหมายปัจจุบัน
ด้านนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นร่างกฎหมายภาษีที่พยายามประนีประนอมกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบแล้ว โดยในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ จะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับรายละเอียดของตัวร่างกฎหมายฉบับ ซึ่งได้ผ่านการแก้ไขในหลายประการเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับสถานศึกษา, สวนสัตว์ ที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ว่าจะช่วยลดผลกระทบในกลุ่มนี้ได้อย่างไร
นายวิสุทธิ์กล่าวว่า แนวทางการลดผลกระทบประการหนึ่งคือการให้เวลาปรับตัว สำหรับธุรกิจที่มีภาระภาษีใหม่สูงขึ้นกว่าภาษีในปัจจุบัน โดยให้ระยะเวลา 4 ปีในการปรับตัว กล่าวคือเฉพาะในส่วนของภาระภาษีที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน จะให้ทยอยปรับขึ้นในสัดส่วน 25% ของภาระที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งปีที่ 4 จึงจ่ายเต็ม 100% ของภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยในส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น เมื่อนำกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้แล้วจะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีภาระภาษีน้อยลงกว่าในปัจจุบัน

