อียูฟื้นสัมพันธ์เอื้อ ‘เอฟทีเอ’ รอบ5 เพิ่มเสน่ห์ไทย…ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก?

18.12.17 | 15:08 น.

อีกข่าวดีก่อนส่งท้ายปี 2560 รับปี 2561 คือ การที่คณะมนตรีการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) มีมติจะกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองในทุกระดับกับประเทศไทย โดยหยิบ 14 ข้อในการชี้แจงที่มาที่ไปของการฟื้นสัมพันธ์กับไทย ซึ่งครอบคลุมในทุกด้านทั้งการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และสังคม หวังมุ่งอำนวยความสะดวกการเจรจาในประเด็นสำคัญๆ ร่วมกัน รวมถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่สำคัญ หวังเรื่องแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย แม้หลายฝ่ายเชื่อว่าการฟื้นครั้งนี้มุ่งเป้าที่รัฐบาลไทยมีโรดแมปการเลือกตั้งชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน 2561

หลังมติอียูถูกเผยแพร่ออกมา เสียงแสดงความยินดีเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่รวมถึงภาคเอกชนและนักวิชาการ ซึ่งไม่แค่เชื่อว่าต่างชาติมีมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองไทยดีขึ้นแล้ว

ฟื้นสัมพันธ์เพิ่มเสน่ห์ลงทุนไทย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การฟื้นสัมพันธ์ของอียูต่อไทย จะเป็นผลดีต่อไทย การที่อียูส่งสัญญาณตรงนี้ออกมา เป็นผลหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยือนสหรัฐอเมริกา และพบ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมประกาศว่าไทยจะเลือกตั้งในปลายปี 2561 ทำให้หลายกลุ่มประเทศทั่วโลกมองไทยดีขึ้น ดังนั้น การที่อียูประกาศจะทบทวนไทย ยิ่งจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และสังคมไทย จะกลับมาดีขึ้น

ประกอบกับในเวลานี้หลายประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หันกลับมาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งไทยมีแผนการพัฒนาประเทศระยะยาว 20 ปี วางแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในระบบขนส่ง การสร้างระบบเศรษฐกิจ ไม่แค่ผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่รัฐบาลเร่งขยายไปพื้นที่เศรษฐกิจอื่นๆ ในเฟสต่อไป ล้วนเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดการลงทุนทั่วโลกเข้าไทย แผนเหล่านี้มีการประกาศและกำหนดที่ชัดเจน จึงเป็นโอกาสดีที่หลายประเทศจะเข้ามาลงทุนที่ไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อียูจะต้องทบทวนใหม่ เพราะหากจะยืดออกไปในปี 2562 หรือจนกว่าไทยจะเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ อาจจะล่าช้าเกินไป จึงประกาศทบทวนก่อนพ้นปีนี้

Advertisement

“อียูทบทวนฟื้นความสัมพันธ์กับไทยอีกครั้ง ถือเป็นมิติเชิงบวกทั้งในด้านการค้าและการลงทุนกับอียู และสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวโดดเด่น เชื่อว่าจะส่งผลต่อการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กลับมาเดินได้เร็วขึ้น และทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2561 โตได้ 4.5%” นายธนวรรธน์ระบุ

พาณิชย์พร้อมเจรจาเอฟทีเอ

ภาครัฐอย่างกระทรวงพาณิชย์ ที่มีบทบาทโดยตรงต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ออกท่าทีทันที โดย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมการกรณีคณะมนตรีการต่างประเทศของสหภาพยุโรปส่งสัญญาณพร้อมรื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเออียูกับไทย ซึ่งหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2557 นั้น กรมพร้อมดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย และเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะสานต่อความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอียูให้ก้าวหน้าและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องหารือในเรื่องนี้

“ช่วงที่การเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูหยุดชะงัก กรมก็ยังติดตามพัฒนาการสำคัญของอียูมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของอียู การจัดทำข้อตกลงทางการค้าของอียูหรือเอฟทีเอกับนานาประเทศ รวมถึงกรณีการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิท) ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้ กรมจะเตรียมความพร้อมของฝ่ายไทย และเชิญหน่วยงานที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และพิจารณาท่าทีของฝ่ายไทยอย่างรอบคอบและรอบด้านโดยเฉพาะประเด็นที่เป็นผลประโยชน์สำคัญของไทย เช่น การเปิดตลาดสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการให้กับสินค้าไทยที่มีศักยภาพ

รวมทั้งประเด็นที่มีความอ่อนไหว เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรยาและการคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นต้น เราต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเจรจาที่จะเกิดขึ้นเกิดประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยคงจะต้องรอดูท่าทีของคณะกรรมาธิการยุโรปด้วยว่าจะตอบสนองต่อข้อมติของคณะมนตรีการต่างประเทศของอียูอย่างไร กรมกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด” นางอรมนระบุ

ทั้งนี้ หากย้อนไปดูการเจรจาเอฟที ไทย-อียู ที่ได้เจรจามาแล้ว 4 รอบระหว่างปี 2556-2557 ได้หยิบยกประเด็นหารือทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และเรื่องที่มีความเชื่อมโยงกับการค้า เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งในส่วนเปิดเสรีสินค้า บริการหรือลงทุน ก็จะใช้กรอบหลักเดียวกับการเจรจาในกรอบอื่นๆ แต่บางประเทศอาจมีสินค้า บริการ ที่ไทยต้องสงวนเพราะอาจแข่งขันไม่ได้ ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจเจรจากันต่อ ก็จะต้องพิจารณาว่าในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ไทยมีความพร้อมแค่ไหน อย่างไร ตลอดจนความสมดุล ในภาพรวม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ก็มีหลายเรื่องที่ไทยมีพัฒนาการที่ดีมีการปรับแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบให้มีความทันสมัยมาตลอด 2-3 ปีนี้ เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า และ พ.ร.บ.ศุลกากร เป็นต้น

ซึ่งปี 2559 การค้า 2 ฝ่าย มีมูลค่ากว่า 40,133 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปกว่า 22,044 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากสหภาพยุโรป 18,089 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะเดือนตุลาคมปีนี้

การค้า 2 ฝ่าย ขยายตัวถึง 9.60% โดยฝ่ายการส่งออกขยายตัวถึง 8% ถือเป็นตลาดสำคัญของไทย

หนุนเจรจาไม่ต้องรอเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังเกิดเสียงสะท้อนที่แตกต่างถึงโอกาสและจังหวะของการเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู รอบ 5 อย่างเช่น

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่า เห็นด้วย และควรอย่างยิ่งที่จะใช้โอกาสฟื้นความสัมพันธ์อียูกับไทย เปิดเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยกับอียู เพื่อให้เกิดแรงต้านและความสมดุลของการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างจีนและยุโรป ซึ่งขณะนี้จีนเข้ามามีอิทธิพลทางการค้าและการลงทุนสูงในอาเซียน รวมถึงไทย ระยะยาวไทยอาจเสียเปรียบและไม่มีทางออก เพราะอียูเองก็มีการเจรจาเปิดเสรีเสร็จแล้วกับประเทศในอาเซียน ทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ขณะที่ไทยยังไม่มีอะไรคืบหน้า การเจรจายังล่าช้า ไทยจะเสียเปรียบทั้งอิทธิพลการค้าจากจีน และแข่งขันได้ยากกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง อยากให้ทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลนำขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องเดินหน้ากระบวนการเจรจาก็สามารถทำได้เลย เพราะเคยมีการเจรจากันมา 4 รอบแล้ว ต่างก็มีข้อมูลเดิมๆ รู้ว่าใครมีจุดด้อยจุดเด่น ได้เปรียบ

เสียเปรียบกันตรงไหน ก็สามารถนำมาทบทวนในระยะเวลาอันสั้นได้ ภาคธุรกิจเองก็ไม่น่าจะมีอะไรที่ทำมากไปกว่าที่มีข้อมูลอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าอย่างไร ไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกสูงกว่าภาคบริการ และที่ผ่านมาไทยก็มีการปรับแก้กฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยไปมากแล้ว คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็เปิดกว้างการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งประเด็นในการเจรจาเอฟทีเอก็ยังเป็นหลักการปกติ คือ ลดอัตราภาษีเท่าไหร่ ระยะเวลาเริ่มลด แหล่งกำเนิดสินค้า สัดส่วนการลงทุน ธุรกิจต้องห้ามไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เปิดเสรีภาคบริการได้แค่ไหน แต่ที่ยังตกลงกันยากคงเป็นการค้าอีคอมเมิร์ซ และการเก็บภาษีเจ้าของเครือข่ายยังไม่ได้ข้อสรุปแม้แต่ในเวทีโลกก็ล่มกันมาหลายครั้งแล้ว แม้ในยุโรปเอง

แนะถกคู่ขนานเอฟทีเออังกฤษ

ส่วนตัวเห็นว่าทั้ง 2 ประเทศควรเริ่มเจรจาได้เลย ไม่ต้องรอเลือกตั้ง เพราะการเจรจาต้องใช้เวลา หากล่าช้า เมื่อ 4 ประเทศอื่นที่เจรจากับอียูเสร็จแล้วเริ่มบังคับใช้ไทยจะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ขณะเดียวกัน ควรมีการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู คู่ขนานกับเอฟทีเอไทย-อังกฤษ เพราะหากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิท) มีผลในปี ค.ศ.2019 หรืออีก 2 ปี ซึ่งในกลุ่มประเทศยุโรป ไทยค้ากับอังกฤษค่อนข้างมาก ก็จะได้ประโยชน์แค่ 2 ปีหากเจรจากันสำเร็จ แต่หากเลยปี 2019 ก็จะทำให้ไทยไม่ได้ประโยชน์เอฟทีเออียู-ไทย กับอังกฤษโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องติดตามด้วยว่าเมื่ออังกฤษออกจากเบร็กซิท อังกฤษจะยังคงผูกพันเอฟทีเอกับอียูเหมือนเดิม เพียงแต่แยกประเทศเป็นอิสระเท่านั้น ก็อาจไม่กระทบต่อไทยมากนัก

เลิกฟันธงคุยรอบ5สำเร็จ-ล้ม

ทั้งนี้ ยังไม่อยากให้ฟันธงว่าการเจรจาครั้งที่ 5 จะรุดหน้าหรือล้มอีกหรือเป็นเพียงเกมส์การเมือง บนเงื่อนไขอยากให้ไทยเข้าโรดแมปเลือกตั้งในปี 2561 ซึ่งการเมืองไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยังเป็นข้อกังขาของอียู ดูจากการไม่รับรองสถานการณ์ในกัมพูชา แม้จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ก็เชื่อว่าอียูมีมุมมองต่อการเมืองไทยดีขึ้น และแยกแยะได้ระหว่างการเมืองกับการค้า ซึ่งการฟื้นสัมพันธ์กับไทยครั้งนี้ อียูได้ประเมินบนการเคลื่อนไหวของสหรัฐและจีน ที่กำลังมองเอเชียยังโตได้ต่อเนื่อง เขาจะหลุดหายไปจากเอเชียไม่ได้ และไทยโดดเด่น เป็นศูนย์กลางอาเซียน เพราะมีความพร้อมในทุกด้าน

แต่ที่ต้องมามอง คือ จะเจรจาอย่างไร เพราะที่ผ่านมายังมีข้อกังวลของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เปิดเสรีกับอียู ถูกยกเป็นประเด็นกันมาตลอด อย่างกลุ่มเอ็นจีโอแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสิทธิบัตรยา ซึ่งเรื่องนี้หาทางออกร่วมกันได้ ทางอียูต้องการให้คุ้มครองสิทธิบัตรยา ไทยมองเหมือนผูกขาดก็เห็นด้วยในประเด็นนี้ แต่เราก็แลกโดยให้ราคายาลงตามที่ประเทศไทยซื้อได้ และเข้าถึงได้ปกติ ส่วนเรื่องวิตกความไม่โปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ เป็นเรื่องที่อียูอ้างว่าไม่สบายใจ ก็ให้ใช้เงื่อนไขเมื่อประกาศผลผู้ชนะ ก็ระบุด้วยว่าอันดับสองสามที่ไม่ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างเพราะอะไร และสามารถฟ้องร้องได้ เรื่องนี้ถ้ารองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จัดคุยกับกลุ่มเอ็นจีโอโดยตรง และทำความเข้าใจ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจ เพราะการจะได้ประโยชน์สูงสุดกับการเปิดเอฟทีเอไทยกับอียูควรดำเนินการให้เสร็จอย่างช้าภายในเดือนมีนาคม 2562 และไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เลือกตั้งเสร็จก่อนแล้วค่อยเปิดเจรจา น่าจะเริ่มหารือในฝ่ายปฏิบัติการได้เลย

ส่วนสำคัญที่เสนอมาตลอด คือ ไม่ใช่เปิดเสรีการค้าเอฟทีเอกันแล้วจบก็พอใจแค่นั้นแล้ว ต้องมีพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่เก็บไว้บนหิ้ง เพราะหากไม่พัฒนาต่อเนื่องและใช้ประโยชน์ที่ได้รับจริงๆ ทั้งเรื่องต้นทุน การแข่งขันก็จะสูญเปล่า และเสียเปรียบเหมือนหลายกรอบที่ไทยเจรจาไว้ แต่เมื่อดูการใช้สิทธิประโยชน์พบว่าใช้ประโยชน์เพียง 30-40% เท่านั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เจรจาสำเร็จหรือล้มเหลว แต่เจรจาแล้วใช้ประโยชน์ได้จริงไหมนั้นสำคัญกว่า

แรงต้านในยุโรปฉุดเจรจาอืด

ด้าน นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในอีกมุมมองว่า เอฟทีเอไม่ว่าประเทศใดๆ ไม่น่าเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปัจจัยภายในอียูเอง ในสหภาพยุโรป

ขณะนี้ เพราะประเทศในยุโรปยังมีกระแสต่อต้านในการเปิดเสรีกับประเทศนอกกลุ่มอียู ทำให้หลายประเทศชะลอการเปิดเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ประเทศใดเจรจาอาจเป็นแพะ และสร้างความไม่พอใจในประเทศสมาชิกอียูด้วยกันเองได้ ตอนนี้อียูระมัดระวัง เพราะกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรยังไม่ชัดเจนเรื่องกรอบเวลาและผลกระทบหลังจากนั้น และหลายประเทศในยุโรปกำลังจัดการเลือกตั้งในช่วง 1-2 ปีนี้ การจะเคลื่อนไหวนโยบายอะไร และอะไรที่จะกระทบต่อฐานเสียง จึงเป็นเรื่องที่พรรคต่างๆ ระมัดระวังมาก เพราะยังกังวลเรื่องความไม่แน่นอนและอารมณ์ของประชาชนในประเทศ จึงเป็นเรื่องกดดันสำคัญต่อการหนุนให้เกิดการเจรจาไทยกับอียูได้เร็วๆ นี้

อีกเรื่องกดดันต่ออียู คือ นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเดิมๆ หลายนโยบายเป็นนโยบายที่หลุดกรอบ จนทำให้โลกวิตกถึงความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐ โดยท่าทีของนายทรัมป์ก็ยังไม่เอาเปิดเสรีทั้งหมด อาจเจาะรายประเทศมากกว่าที่จะทำพร้อมๆ กัน หากจะเจรจาก็เชื่อว่าเป็นการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ เพื่อติดตามสถานการณ์ระหว่างกัน มากกว่าจะหวังผลต้องสรุปและลงนาม สัญญาณฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู รอบ 5 จึงไม่ชัดเจน อาจเป็นการเดินหน้าแต่ไม่น่าจะก้าวหน้า ดังนั้นการลากยาวการเจรจาเอฟทีเอก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา การทำเอฟทีเอในภาวะโลกยังผันผวน การทำเอฟทีเอในภาวะอย่างนี้ อียูก็จะลำบาก เชื่อว่าคงต้องมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นด้วยในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า หากเจรจาได้ข้อสรุป อย่างที่ทำกับจีนหรือเวียดนาม สถานการณ์ก็ยังไม่ดีนัก กระแสในประเทศยังต่อต้านอยู่ที่ดีที่สุด คือ ไม่ได้มองแค่จะเปิดเสรีอย่างเดียว เราต้องปรับตัวให้แข่งขันได้ แม้ไม่เปิดเสรี ก็เติบโตได้

ซึ่งต้องติดตามในการเยือนและตรวจงานกระทรวงพาณิชย์ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี วันที่ 20 ธันวาคมนี้น่าจะได้เห็นสัญญาณโรดแมปเจรจาไทย-อียู เป็นทิศทางใด!!!