หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ชงครม.ต้นป...

พณ.ชงครม.ต้นปี61ผ่านแผนปฏิรูปสนง.แข่งขันทางการค้า หวังพ้นถูกมองเป็นแค่เสือกระดาษ

18.12.17 | 17:10 น.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานกรรมการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ครั้งที่ 2 / 2560 ว่า หลังจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2560 ขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการตั้งสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นองค์อิสระ และสรรหาคณะกรรมการ (บอร์ด) แข่งขันทางการค้า ให้แล้วเสร็จตามกฎหมายใหม่ จากปัจจุบันมีบอร์ดรักษาการอยู่ และเพื่อให้การจัดตั้งสำนักงานและการทำงานเสร็จสมบูรณ์ ทั้งการจัดทำอนุบัญญัติที่เป็นกฎหมายระดับรอง เช่น การป้องกันการผูกขาดเพื่อทำการค้าให้เป็นธรรม รวมถึงจัดทำแผนงานและยุทธศาสตร์ การจัดโครงสร้างองค์กร การจัดหาบุคลากร ค่าตอบแทน และการจัดทำงบประมาณ เรื่องเหล่านี้จะเร่งจัดทำเป็นแผนเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในต้นปี 2561 โดยกฎหมายแข่งขันทางการค้า บอร์ด และสำนักงานแข่งขันทางการค้า เป็นส่วนสำคัญของประเทศที่จะทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์การทำงานด้านการแข่งขันทางการค้า ซึ่งแบ่งงานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การบังคับใช้กฎหมาย ที่มีข้อกฎหมายแข่งขันทางการค้าอยู่แล้ว กับการป้องปรามพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเน้นสร้างเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเรื่องนี้ รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในการช่วยดูแลการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการจัดทำแผนดังกล่าวทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564)

“สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เป็นองค์กรดูแลการค้าให้เป็นธรรม และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ จากเดิมองค์กรนี้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพได้ เป็นเพียงเสือกระดาษ ” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว และว่า การยกระดับงานด้านแข่งขันทางการค้าของไทย นับเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่สหภาพยุโรป(อียู) ให้ความสนใจ ในการพิจารณาที่จะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ไทย-อียู หลังจากอียูฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทย