นายฤทธิกา สุภารัตน์ รักษาการผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเรื่องการเข้าพื้นที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานว่า รฟม. ตัดสินใจจะฟ้องร้องบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัดด้วยตนเอง เพื่อให้เบสท์รินนำรถโดยสารประจำทางที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ(รถเมล์เอ็นจีวี) จำนวน 83 คัน ออกจากพื้นที่สำนักงานใหญ่ รฟม. บริเวณพระราม 9 โดยเร็ว เนื่องจากต้องนำพื้นที่ไปใช้ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ระยะทาง 23 กิโลเมตร
สาเหตุที่ รฟม. ตัดสินใจดำเนินการด้วยตัวเอง เพราะกระบวนการฟ้องร้องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร จึงเห็นว่าควรเปลี่ยนมาฟ้องร้องเองเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากเป็นกรณีเร่งด่วน แต่ รฟม. ก็ยังจะหารือและพิจารณาร่วมกันกับสำนักงานอัยการสูงสุด
ตอนนี้ รฟม. อยู่ระหว่างหารือกับฝ่ายกฎหมายและจะพยายามยื่นฟ้องให้ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ หรือไม่เกินเดือนมกราคม 2561 เป้าหมาย คือ ต้องการคำสั่งศาลให้เบสท์รินมอบกุญแจรถ จากนั้น รฟม.จะเคลื่อนย้ายรถเมล์ออกจากพื้นที่และเปิดทางให้ผู้รับเหมาเข้าทำงานได้ โดยรถเมล์ดังกล่าวเป็นรถชานต่ำ ต้องไขกุญแจเปิดระบบเพื่อยกตัวรถขึ้นก่อน จึงเคลื่อนย้ายได้ ขณะเดียวกันต้องพิจารณาว่าจะเคลื่อนย้ายรถไปไว้ที่ไหน ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ของ ขสมก. หรือเบสท์ริน
นายฤทธิกา กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มว่า ตอนนี้การก่อสร้างโดยรวมยังไม่ล่าช้า เนื่องจากผู้รับเหมาปรับแผนไปเข้าพื้นที่บริเวณอื่นก่อน แต่ถ้าเบสท์รินยังไม่นำรถออกจากพื้นที่ ก็อาจกระทบต่อสัญญา 5 งานโยธาศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดและจรของบริษัท ช. การช่าง จำกัด(มหาชน) ซึ่งหากผู้รับเหมาเริ่มได้รับความเสียหาย ก็ต้องนำหลักฐานและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาพิสูจน์ว่า รฟม.ต้องจ่ายเงินชดเชยตามสัญญาเท่าใด
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ถ้าหาก รฟม. ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้ผู้รับเหมาได้ จะต้องเสียค่าชดเชยประมาณ 5 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งภาครัฐจะให้บริษัทเบสท์รินเป็นผู้รับผิดชอบ

