นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ (เอสซีบี) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของเอสซีบีปีนี้จะมีการวางแผนอย่างระมัดระวัง โดยจะไม่เน้นเรื่องการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่จะเน้นเรื่องการสร้างแนวกันชน เสริมความแข็งแกร่งให้ธนาคาร การบริหารจัดการความเสี่ยงและดูแลสินทรัพย์ เพื่อรองรับความผันผวนและความเสี่ยงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศที่เป็นความเสี่ยงหลักที่เอสซีบีให้น้ำหนักมากที่สุด จากกรณีการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำ และความรุนแรงของการเมืองโลก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออก ราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำ และการลงทุนเอกชนยังชะลอตัว ประเมินว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 3-3.5% ด้านการขยายตัวของสินเชื่อประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 4-6%
“ธนาคารจะมีการประเมินความเสี่ยงลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอี เพื่อให้สินเชื่อมีคุณภาพ ในส่วนการตั้งสำรองหนี้สูญปัจจุบันอยู่ที่ 109% ซึ่งธนาคารจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นรายไตรมาส หากพบว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจไม่ดีจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น แม้ว่าการตั้งสำรองเพิ่มอาจจะไปกดดันกำไรของธนาคาร คาดว่าจะทยอยตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ในช่วง 2-3 ปีเพื่อให้ขึ้นไปอยู่ในระดับ 130% ใกล้เคียงกับธนาคารอื่นและใกล้เคียงกับระดับการตั้งสำรองเดิมของธนาคารก่อนที่จะมีกรณีหนี้เสียของกลุ่มสหวิทยา แต่หากสถานการณ์แย่ลงก็จะเร่งตั้งสำรองให้เร็วขึ้น” นายอาทิตย์กล่าว
นายอาทิตย์ยังกล่าวอีกว่า ธนาคารยังมีแบ๊กอัพแพลนรองรับไว้อีก โดยจะตั้งบริษัทใหม่ที่เอสซีบีถือหุ้น 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยทุกปีตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป เอสซีบีจะกันเงิน 1-1.5% ของผลกำไรจากการดำเนินงาน หรือประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเงิน รวมทั้งจะตั้งกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล วงเงิน 1.5 พันล้านบาท เพื่อลงทุนในกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจใหม่(สตาร์ตอัพ) รวมทั้งอาจจะร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับกลุ่มธุรกิจเพื่อพัฒนาธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเงินด้วย

