“สมคิด”จี้”พาณิชย์” ให้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ อีก3เดือนตรวจผลงาน ขึ้นปีใหม่จัดประชุมกล่อมจีนลงทุนอีอีซี

20.12.17 | 18:01 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการประชุมติดตามงานและมอบนโยบายแก่กระทรวงพาณิชย์ ที่มีรัฐมนตรีกระทรวง และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุม เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ว่า ในเดือนมกราคม 2561 จะมีการจัดประชุมไทย-จีน ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยการเจรจาให้จัดทำเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เจรจาแค่ขายข้าว กับยาง เราไม่ใช่ขอทาน รวมถึงต้องเชื่อมโยงกับนโยบายวันเบลล์ วันโรด ให้ได้ว่าเราจะเอาอะไร และจะต้องเชื่อมโยงเข้าให้ถึงกับ 11 มณฑลสำคัญของจีนด้วย และต่อเนื่องมาถึงอาเซียน กระทรวงพาณิชย์จะต้องหยิบยกขึ้นมาเลยว่าจะเจรจาอะไร ลงนามอะไรทำให้เห็นกันบนโต๊ะและประกาศออกมา รวมถึงเชิญชวนให้ลงพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ด้วยจะทำอย่างไร ทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นึกภาพว่าเมื่อเรามีจีนและญี่ปุ่นแล้ว ที่เหลือเรื่องเล็กมาก เรื่องนี้สำคัญขอฝากไว้ หากเกิดแล้วยิ่งใหญ่


นายสมคิด กล่าวอีกว่า นอกจากส่งเสริมการส่งออกสินค้าแล้ว การค้าภาคบริการก็สำคัญ จากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ ต้องส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ และเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว รวมถึงดิจิทัลคอนเทนต์ และดิจิทัลอีโคโนมี ให้ธุรกิจใหม่ เอสเอ็มอี สินค้าชุมชน สินค้าโอท็อป สามารถค้าขายในประเทศได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการส่งออกไปต่างประเทศ และให้ยกระดับร้านค้าโชวห่วยให้ค้าออนไลน์ได้ เป็นแหล่งกระจายสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวลงพื้นที่ให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ การพัฒนาเรื่องท่องเที่ยวชุมชน กระทรวงพาณิชย์ ควรทำงานและหารือร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อไป ส่วนการค้าอี-คอมเมิร์ซ ภายใน 3 เดือน แพล็ตฟอร์มค้าออนไลน์ของกระทรวงพาณิชย์ อย่างไทยเทรดดอทคอม (thaitrade.com) ต้องเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและดังขึ้น รวมถึงสามารถเชื่อมกับแพล็ตฟอร์มค้าออนไลน์ (อี-มาร์เก็ตเพลส)ของต่างประเทศ เช่น ลาซาด้า อาลีบาบา ได้ หากจำเป็น ก็ให้จ้างองค์กรภายนอก อย่างเอกชนเข้ามาพัฒนา และในเรื่องเกี่ยวกับต่างประเทศ ก็ให้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศด้วย

สำหรับสินค้าเกษตร เรื่องยางพารา ให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูสต็อกยางว่าเป็นอย่างไร สามารถทำเป็นสินค้าควบคุมได้หรือไม่ ตรวจทุกๆ 2-3 เดือน และสินค้าเกษตรหลัก ข้าว มันสำปะหลัง ยาง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรฯมีการตั้งคนขึ้นมาดูแต่ละชนิดเป็นเจ้าภาพ กระทรวงพาณิชย์ก็ควรตั้งคนขึ้นมาประกบเช่นกัน ที่ผ่านมาปัญหาเกิดเพราะไม่มีคนดูแลจริงๆ จากนี้ จะต้องหาคนเป็นเจ้าภาพตั้งขึ้นมาเป็นมิสเตอร์ดูแลแต่ละชนิด และทำบิ๊กดาต้าข้อมูลด้วย ในการหารือกันของ 2 กระทรวงใ นวันที่ 22 ธันวาคมนี้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดี เมื่อกระทรวงเกษตรฯชี้เป้าว่าพื้นที่ไหนผลิตอะไร กระทรวงพาณิชย์ต้องช่วยเข้าไปดูการตลาด ทำแบรนด์สินค้าเกษตรด้วย เช่น ข้าวที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ก็ส่งเสริมขึ้นมา และเดินหน้าเอสเอ็มอีเกษตร นำตลาดประชารัฐมารองรับด้วย สร้างตลาดขึ้นให้สินค้าชุมชนมีที่ขาย ดึงเอกชนในพื้นที่ สถาบันการศึกษามาทำร่วมกัน

Advertisement

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ส่วนที่สหรัฐฯได้ประกาศปรับสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของไทยภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ จากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) ทำให้ชื่อเสียงไทยดีขึ้น เรื่องการส่งเสริมการคุ้มครอง จดทะเบียน และปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็ต้องทำกันต่อไป ในอนาคตจะต้องส่งเสริมสินค้าจีไอของชุมชน ทำให้เกิดเรื่องราว ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศได้

“ทุกเรื่องที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์นี้ ขอให้มีคนที่เป็นเจ้าภาพดูแลรับผิดชอบแต่ละเรื่อง ตั้งเป็นมิสเตอร์ หรือมาดาม ขึ้นมา เพื่อให้งานเดินหน้า เหล่านี้ขอ 3 เดือนให้ดำเนินการเห็นผล แล้วภายในเดือนเมษายนปีหน้าจะมาฟังความคืบหน้า”นายสมคิด กล่าว