หลังจากที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 และได้เปิดให้ประชาชนได้แสดงความเห็นเป็นเวลา 1 เดือน มีองค์กรต่างๆ ทั้งนักวิชาการ เด็ก เยาวชน ผู้พิการ ผู้ค้าสลาก ผู้ใช้แรงงาน และภาคประชาสังคมได้เสนอความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยล่าสุดคณะกรรมการ หรือบอร์ดสลากฯ ได้ประชุมรับทราบผลการรับฟังความเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น
รศ.รัตพงษ์ สอนสุภาพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าพ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับใหม่ มีเรื่องที่ต้องจับตามองอยู่ 4 ประเด็น คือ 1.โครงสร้างบอร์ดบริหาร ซึ่งเดิมมี 9 คน เพิ่มขึ้นเป็น 11 คน โดยที่มาของคณะกรรมการสลากฯ มาจากข้าราชการประจำซึ่งเป็นบอร์ดข้างมาก และการแต่งตั้งจาก ครม. ซึ่งอาจเป็นคนของฝ่ายการเมืองหรือนักวิชาการ สาระสำคัญในประเด็นนี้คือโครงสร้างบอร์ดบริหาร คือ หัวใจสำคัญของการทำงานของสำนักงานสลาก เท่าที่สังเกตพ.ร.บ.ฉบับนี้มีเพียงการเพิ่มจำนวนเท่านั้น 2.อำนาจหน้าที่ของบอร์ดตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีอำนาจมากขึ้น โดยเฉพาะการที่บอร์ดสามารถออกผลิตภัณท์รูปแบบใหม่ได้เอง โดยไม่ต้องผ่านมติ ครม.เหมือนที่เคย ซึ่งคำว่ารูปแบบใหม่นั้นอาจหมายถึงสลากออนไลน์ หรือสลากที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับเดิมไม่ได้ให้อำนาจในส่วนนี้ ประเด็นนี้อาจนำสังคมไทยเข้าไปสู่โลกธุรกิจการพนันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งภาคประชาสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด 3.การจำหน่ายสลากฯและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบางต้องใช้อำนาจในการกระจายสลากอย่างมีประสิทธิภาพและถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ทั้งในเรื่องโควต้าสลากและราคาที่ต้องควบคุมได้ ที่ผ่านมา มีสำนักงานสลากฯ มีสลากเพียงอย่างเดียว แต่สำนักงานสลากฯ ก็ไม่สามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ซึ่งชัดเจนที่สุดในเรื่องราคาเกินราคา สะท้อนว่าโครงสร้างเดิมไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ แม้ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีมีใช้แต่ราคาสลากก็ยังควบคุมไม่ได้ ซึ่งในอนาคตหากมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ สำนักงานสลากฯ จะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพได้
“ประเด็นสุดท้าย ขอชื่นชม พ.ร.บ.สลากฯ ฉบับใหม่ ที่แบ่งรายได้ร้อยละ 1 จัดสรรเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาสังคม ซึ่งนานาประเทศล้วนทำกันและชัดเจนในภารกิจ ดังนั้นสำนักงานสลากฯ ต้องใช้เงินกองทุนนี้ให้ตรงวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ ที่สำคัญต้องกระทำอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้ และต้องควบคุมการพนันในสังคมไทยเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม” รศ.รัตพงษ์ กล่าว
นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน กล่าวว่า พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลฯ ฉบับแก้ไขที่ผ่านมติบอร์ดควรมีเนื้อหาในการจัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากที่ถือว่าเป็นเงินบาปแบ่งมาเพื่อพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ เช่น เพิ่มศักยภาพของภาคประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้และเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของตัวเอง หรือจัดเป็นสวัสดิการเพื่อสังคมต่อกลุ่มประชากรที่ด้อยโอกาสหรือสังคมผู้สูงอายุ
“สำนักงานสลากฯ ต้องยอมรับว่าสลากคือการพนันอย่างหนึ่งโดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ และผู้ซื้อสลากส่วนใหญ่เป็นคนจน ดังนั้นเงินรายได้ควรกลับมาช่วยเหลือคนจนหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม และต้องปกป้องหรือควบคุมการพนันในสังคมไทย ไม่ปล่อยให้มอมเมาสังคมจนเกินไป เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้” นายมนัส กล่าว
ด้านนายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า ฝาก 3 คำถาม ถึงคณะกรรมการสลากฯ ต่อการแก้ไข พ.ร.บ.สลากฯ 1.ยังคงยืนยันจะเพิ่มอำนาจให้ตนเองสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ ทั้งสลากล็อตโต้ สลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว สลากออนไลน์ และสลากอื่นๆ โดยจะไม่มีบทกำหนดกลไกและมาตรการกลั่นกรองใดๆ แม้กระทั่งการผ่านมติของ ครม.หรือไม่ 2.ยังคงยืนยันให้กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 1,000 ล้านบาทต่อปี อยู่ภายใต้การดูแลของตนเอง โดยไม่มีข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายใดๆ เช่น ไม่กำหนดสัดส่วนการใช้เงินตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อ ไม่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และที่สำคัญคือ ไม่มีคณะกรรมการดูแลกองทุนที่เป็นอิสระต่างหากจากตนหรือไม่ เพราะเสมือนเป็นการตีเช็คเปล่า 1,000 ล้านบาท ให้ตนเองใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ 3.จะเพิ่มบทลงโทษการกระทำผิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับกิจการสลากที่มากกว่าการห้ามขายสลากในสถานศึกษา และการห้ามขายสลากแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือไม่ เช่น เอาผิดกับกระบวนการรวมชุด การหลอกลวงเลขเด็ดต่างๆ เป็นต้น