หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ชี้อาเซียน...

พณ.ชี้อาเซียน-จีนเต็มฉบับช่วยเพิ่มค้า 2 ฝ่าย ทะลุล้านล้านเหรียญฯ แจงอย่ากังวลสินค้านอกทะลัก

25.12.17 | 14:32 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาโอกาสทางการค้าของไทยบนเส้นทางสายไหม : ผ่าน FTA อาเซียน-จีน และอาเซียน-ฮ่องกง จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ว่า ปี 2561 จีนกับอาเซียน รวมทั้งไทย กำลังก้าวสู่การลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากอาเซียน-จีน เริ่มลดภาษีตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันลดภาษีแล้วกว่า 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด โดยส่วนที่เหลือที่ต้องลดภาษีคือสินค้าอ่อนไหว ลดภาษีเหลือ 0-5% เฉพาะไทยลดภาษีอีก 400 รายการ โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2563 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีนจะเพิ่มอีก 2 เท่า หรือมูลค่าเพิ่มเป็น 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2559 มีมูลค่า 6.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การค้าอาเซียน-จีน ในปี 2563 จะเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2559 มีมูลค่า 4.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่มีศักยภาพ มีประชากรเกือบ 1.4 พันล้านคน ส่วนความกังวลเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากที่สินค้าจีนไหลเข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้น

นางสาวชุติมากล่าวว่า นอกจากนี้เอฟทีอาเซียน-ฮ่องกง จะเริ่มผลบังคับใช้ปี 2562 ซึ่งปัจจุบันการลดภาษีนำเข้าของฮ่องกง ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก อยู่ที่ 47% ของรายการสินค้าทั้งหมด หากไม่มีเอฟทีเอนี้ ฮ่องกงสามารถขึ้นภาษีในสินค้าอีก 53% ที่ไม่ได้ผูกพันไว้ได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อมีเอฟทีเอ ฮ่องกงจะไม่สามารถขึ้นภาษีสินค้าใดๆ ได้อีก อีกทั้งฮ่องกงมีศักยภาพหลายด้าน เช่น การพัฒนาเอสเอ็มอี และมีบทบาทเป็นประตูการค้าการลงทุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนข้อริเริ่มนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (วันเบลต์ วันโรด) ของจีน ดังนั้นเอฟทีเอทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว เป็นโอกาสในการขยายตลาด การค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเมื่อผนวกกับนโยบายส่งเสริมความเชื่อมโยง One Belt One Road ของจีนกับฮ่องกง กับโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทยแล้ว ยิ่งทำให้การค้าการลงทุนระหว่างอาเซียน ไทย จีน และฮ่องกง ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงกรณีความกังวลเรื่องการลดอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเหลือ 0% จะกระทบกับการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในไทยนั้นว่า มีการลดภาษีมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งลดภาษีในกลุ่มรถยนต์ปกติ ไม่ได้แยกเป็นการลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ที่ผ่านมาไทยนำเข้ารถไฟฟ้ากว่า 200 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถกอล์ฟ และรถยนต์นั่งเพียง 7-8 คันเท่านั้น จึงเห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและนโยบายการส่งเสริมการลงทุนเป็นหลัก ในช่วงที่ผ่านมา ลดภาษีสินค้าระหว่างกันแล้ว 8,600 รายการ จากทั้งหมด 9,000 รายการ

สำหรับความคืบหน้าเตรียมการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 6 (JC ไทย-จีน) ที่ประเทศไทย วันที่ 18-20 มกราคม 2561 ว่า จะมีภาคเอกชนจีนเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาหารือโอกาสในการลงทุนในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการจับคู่ทางธุรกิจ คาดจะมีเอกชนจีนร่วมงาน 600 ราย ซึ่งครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลไทยส่งเสริม ขณะเดียวกันคาดว่าจะเอกชนของไทยในจำนวนสมน้ำสมเนื้อกัน จึงเป็นโอกาสกระชับความสัมพันธ์กัน และเชื่อว่าจะส่งผลให้เป้าหมายทางการค้าบรรลุผลได้ตามที่วางไว้เร็วขึ้น

นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลกระทบหากสินค้าจากจีนมีการลดราคาสินค้าอาจกระทบกับผู้ประกอบไทย จึงต้องพิจารณาแต่ละสินค้าและหาแนวทางรองรับ จากนี้ยังมีโอกาสธุรกิจไทยที่จะทำการค้ากับจีน เพราะจีนเป็นตลาดขนาดใญ่ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ความร่วมมือด้านคมนาคมโลจิสติกส์มากขึ้น ต่อจากความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และความร่วมมือด้านอี-คอมเมิร์ซ การใช้บิ๊กดาต้า และอุตสาหกรรม 4.0 และไฮ-เทคโนโลยี นอกจากนี้เรื่องการจดลิขสิทธิ์สินค้าต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญกับผู้ประกอบการไทยเวลาทำตลาดจีน ป้องกันการลอกเลียนแบบ

Advertisement

นางสาวบุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า แนวโน้มสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดจีน ได้แก่ อาหาร อาหารสำเร็จรูป และผลไม้ ซึ่งไทยมี 22 รายการผลไม้ที่สามารถส่งออกได้ นอกเหนือจากทุเรียน มังคุด ลำไย รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าผู้สูงอายุ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง