นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ด้านงานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีมีประชาชนร้องเรียนเรื่องพบน้ำเน่าเสียในพื้นที่นาใกล้กับบริเวณบ่อกักเก็บกากแร่ของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อขอให้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพลงพื้นที่ พร้อมทั้งช่วยประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการเข้าสำรวจจุดที่ได้รับแจ้งอย่างเร่งด่วน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อส่งตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงพร้อมกับวัดคุณภาพของน้ำที่เก็บไป ว่ามีคุณลักษณะทางเคมีและกายภาพที่มีสารปนเปื้อนจากการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ของหมืองแร่ทองคำชาตรีหรือไม่
เบื้องต้นผลวิเคราะห์จากทั้ง 3 หน่วยงานคือ กรมควบคุมมลพิษ มหาวิทยาลัยนเรศวร และบริษัทฯ ไม่พบสารไซยาไนด์ หรือสารใดๆ ที่ใช้ในโรงงาน แต่พบสารอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นธาตุเหล็ก แมงกานีส สารหนู ไทโอไซยาเนต และซัลเฟตเป็นต้น แต่พบว่ามีค่าไม่แตกต่างจากจุดควบคุมแต่อย่างใด โดยธาตุเหล็ก และแมงกานีส จากน้ำป่าบัวซึ่งเป็นที่ลุ่มและเป็นพื้นที่น้ำซึมน้ำซับตามธรรมชาติที่เกิดมานานตั้งแต่สมัยโบราณก่อนที่จะมีเหมือง มีค่า 23.9 และ 6.27 มิลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับน้ำในนาควบคุมที่อยู่ห่างจากเหมืองไปทางต้นน้ำประมาณ 5 กิโลเมตร ที่มีผลวิเคราะห์ 30.6 และ 5.85 มิลลิกรัมต่อลิตร
“คำตอบที่น่าจะถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากที่สุดคือ เกิดจากการหมักหมมของตอซังข้าวที่แช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อไหลไปตามลำรางสาธารณะซึ่งมีใบยูคาลิปตัสล่วงลงมาสะสมตัวอยู่ด้านล่างในลำรางเป็นจำนวนมาก ยิ่งส่งผลให้น้ำเกิดการเน่าเสียได้ในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า บ่อกักเก็บกากแร่ที่มีผู้ร้องเรียนว่าอาจจะเกิดการรั่วไหลนั้น ไม่ได้มีการใช้งานแล้ว เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัทฯถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรีมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560″นายเชิดศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามผลศึกษาจาก กพร. ระบุว่ายังไม่มีการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ของบริษัท อัคราฯ เนื่องจากต้องให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหา ข้อขัดแย้ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯ พิจารณาก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำรูปเล่มรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการฯ ต่อไป

