“สรท.”คาดปีนี้ส่งออกขยายตัว5.5%-คาดบาทแข็งฉุดเม็ดเงินหายไปจากระบบเกือบ8แสนล.

9.01.18 | 15:10 น.

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2560 มีมูลค่า 21,435 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 6 ปี เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้ในปี 2560 การส่งออกขยายตัวเกิน 10% แน่นอน ซึ่งเกินคาดการณ์ที่ประเมินไว้ และในปี 2561 เชื่อว่าส่งออกจะดีต่อเนื่อง ขยายตัวที่ 5.5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.8-4% การส่งออกของไทยได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของโลกและประเทศคู่ค้าหลัก การเพิ่มขึ้นของประสงค์จากตลาดต่างประเทศ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาด และสหภาพยุโรปมีมติฟื้นสัมพันธ์กับไทย

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า อย่างไรก็ตามมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกไทยที่ต้องเร่งแก้ไขและติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ค่าเงินบาทที่ยังผันผวนไปในทิศทางแข็งค่าขึ้น และจะกระทบการส่งออก โดยวันที่ 12 มกราคมนี้ทางสภาผู้ส่งออก จะเข้าพบและหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท และสะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบการส่งออก

“หากเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เชื่อว่าการส่งออกทั้งปีนี้จะยังสามารถขยายตัวได้ถึง 5.5% เนื่องจากผู้ส่งออกพยายามผลักดันปริมาณการส่งออกให้ได้มากขึ้นเมื่อทอนรายได้ส่งออกกลับมาเป็นเงินบาทแล้ว รายได้ จะได้ไม่หายไป” นางสาวกัณญภัคกล่าว และว่าหากอัตราแลกเปลี่ยนกลับในระดับก่อนที่แข็งค่า มาอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐก็เป็นระดับที่ผู้ประกอบการรับได้

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า ทางสภาผู้ส่งออก จึงมีข้อเสนอแนะถึง ธปท. และกระทรวงการคลัง ให้ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่แข็งค่าจนเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคและคู่แข่ง โดย ธปท. ควรดำเนินมาตรการที่มีอยู่แล้วให้เข้มข้นขึ้น ทั้งมาตรการควบคุมการออกพันธบัตรระยะสั้น มาตรการสกัดเงินไหลเข้าระยะสั้นเพื่อการเก็บกำไรค่าเงิน และสภาผู้ส่งออกขอทราบรายงานการไหลเข้าออกของเงินแบบรายวัน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือ ขณะที่กระทรวงการคลังควรพิจารณานำเงินสำรองของประเทศที่อยู่ในระดับสูงมาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อลดการกู้ยืมจากต่างประเทศลดกระแสเงินไหลเข้า

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. กล่าวว่า คาดการณ์ปี 2561 ส่งออกจะขยายตัวได้ 5.5% หรือคิดเป็นมูลค่า 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากแปลงเป็นรายได้ในรูปเงินบาท สมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะมีายได้ประมาณ 7,590,000 ล้านบาท แต่หากเงินบาทในปีนี้ยังแข็งค่าต่อเนื่องและนานทั้งปี ที่สมมติฐาน 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คิดเป็นรายได้รูปเงินบาทประมาณ 7,360,000 ล้านบาท ดังนั้นหากการส่งออกขยายตัวระดับดังกล่าว แต่เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่าขึ้น 1 บาท จะทำให้รายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาทหายไป 230,000 ล้านบาท (7,590,000-7,360,000) ซึ่งกระทบไปยังห่วงโซ่การผลิตหลายทอด จะทำให้เม็ดในระบบเศรษฐกิจหายไปถึง 791,200 ล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีลดลง 5% จึงเป็นคำตอบของเศรษฐกิจไทยที่ว่าทำไมการส่งออกดี แต่เศรษฐกิจในประเทศไม่ได้ดีตาม ดังนั้นอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ ธปท. ต้องให้ความสนใจกับเรื่องของค่าเงินเป็นพิเศษ มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการประกันความเสี่ยงค่าเงินอาจยังไม่เพียงพอ ขณะที่ปี 2560 เงินบาทแข็งค่าเช่นกัน ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาทหายไปประมาณ 350,000 ล้านบาท

Advertisement