วันที่ 10 มกราคม นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีตรวจสอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โดยเข้าร่วมในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ระบุว่า “ชาวบ้านเทพาสุดยอด นำเสนอผลกระทบด้วยแผนที่ทำมือ ในเวทีตรวจสอบข้อเท็จจริง EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ชาวบ้านเทพานำแผนที่ทำมือมาแสดง ระบุชัดว่า ชาวบ้านสำรวจจากประสบการณ์ในการทำประมงพื้นบ้านและได้มีการดำน้ำใต้ทะเล พบว่า ใต้ทะเลมีกองหินธรรมชาติ เสมือนบ้านปลาธรรมชาติที่สำคัญมากในทะเลจำนวนทั้งสิ้น 13 กองหิน ในกองหินอุดมไปด้วยปะการัง ปลาปูกุ้งหอย อันอุดม แต่ในรายงาน EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาไม่ได้ระบุเรื่องกองหินธรรมชาติใต้น้ำไว้เลย
“นอกจากนี้ยังมีกองปะการังเทียมจำนวนนับร้อยกองในพื้นที่ดังกล่าว ที่นี่จึงอุดมสมบูรณ์ยิ่ง และเป็นพื้นที่ทำการประมงแบบยั่งยืนด้วย คือไม่ได้มุ่งจับมาขายให้หมดทะเล เพียงแต่เขามีความพอเพียง และมีวิถีที่เกื้อกูลกับธรรมชาติในรายงาน EHIA มีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของทะเลเทพาและพื้นที่เทพาต่ำเกินจริง การประเมินว่า “เทพาไม่สมบูรณ์” จึงทำให้มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังจึงอ่อนและไม่จริงจังชาวบ้านจึงเสนอให้ กฟผ.ถอนรายงาน EHIA ฉบับสมบูรณ์ที่ไม่สมบูรณ์เสียเลยเอากลับไปเสีย ถ้ายังจะดัน ก็ควรศึกษาเพิ่มเติมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมที่จริงจัง แล้วจึงเสนอกลับมาใหม่ ส่วนถ้าจะถอนไปเลย อันนี้ก็เหลือเชื่อจริงๆ”นพ.สุภัทรระบุ
นพ.สุภัทร ระบุอีกว่า ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เนื้อหามีหลายประเด็นที่ผมให้ความเห็น แต่หัวใจคือ จุดบกพร่องว่าด้วยการศึกษาข้อมูลพื้นฐานหรือ base line ด้านสุขภาพของประชาชนรอบโรงไฟฟ้าจะนะเป็นรายบุคคล ครอบคลุมรัศมี 5 กิโลเมตร รวม 20,000 คน ผมเสนอว่า ปัจจุบัน EHIA ทำเพียงการรวบรวมข้อมูลมือสอง (secondary data) จากระบบสาธารณสุข ว่ามีจำนวนป่วยแต่ละโรคกี่ครั้งกี่คน อัตราป่วยเป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่พอ สิ่งที่ควรจะเป็นคือ ควรต้องสำรวจประชากรรอบที่ตั้งโรงไฟฟ้านั้นจริงจังว่า ปัจจุบันมีใครป่วยด้วยโรคอาจที่เกี่ยวเนื่องจากมลพิษและการพัฒนาบ้าง มีอัตราความชุก (prevalence )และอุบัติการณ์ Zincidence )ในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีฐานทะเบียนกลุ่มป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงในปัจจุบันด้วย เพื่อที่จะได้มีข้อมูลพิ้นฐานสำหรับการเปรียบเทียบในอนาคต
นพ.สุภัทรระบุว่า สำหรับโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องดูได้แก่ โรคมะเร็งทุกประเภท เพราะสารโลหะหนัก สาร hydrocarbon สาร PAH ล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง (cardio-cerebrovascular disease ) เพราะ ฝุ่น PM-2.5 สามารถก่อให้เกิดโรคได้ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ เพราะมลพิษทางอากาศและฝุ่น สามารถทำให้เกิดโรคได้โรคความผิดปกติทางพันธุกรรมของเด็กทารกแรกคลอด (congenital anomaly) เพราะสารมลพิษหลายตัวที่ใช้ในกระบวนการผลิต มีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของทารกแรกคลอดได้ โรคที่เป็นกลุ่มความผิดปกติของการเรียนรู้ เช่น ออทิสติก ปัญญาอ่อน สมาธิสั้น หรือ learning disability อื่นๆ เพราะมลสารหลายชนิดสามารถทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้
“โรคเครียด โรคจิต โรคซึมเศร้า โรคความแปรปรวนทางจิต การฆ่าตัวตาย ควรได้รับการศึกษา เพราะการเปลี่ยนสภาพสังคมของเทพาไปอย่างสิ้นเชิงจากวิถีเดิมๆอาจทำให้เกิดโรคเหล่านี้ได้ สุขภาพจิตควรได้รับการเฝ้าระวังด้วย โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป สามารถเป็นปัจจัยเร่งและหนุนให้เกิดโรคเหล่านี้ได้โรคทางสังคมเช่น ภาวะการใช้สารเสพติด การแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ การเป็นโรคติดเหล้า (Alcoholism) การท้องไม่พร้อม ซึ่งเป็นสุขภาวะด้านสังคม ก็ควรได้รับศึกษาเป็น baseline เช่นกัน การศึกษาดังกล่าวก็เพื่อว่าในอนาคต อีก 5 ปี 10ปีมีการสำรวจซ้ำ จะบอกได้ว่า ถ่านหินสะอาดจริงหรือไม่”นพ.สุภัทรระบุ

