นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ทางศูนย์ฯได้สมมุติฐานคาดการณ์การส่งออกไทยปี 2561 ไว้ 3 กรณี โดย 50%โอกาสเกิดได้มากสุด คือ การส่งออกไทยขยายตัว 6.3% มีมูลค่า 252,557 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการอัตราขยายตัวต่ำลงกว่าปี2560 ที่ขยายได้10.3% และมีมูลค่า 237,597 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ปัจจัยหนุนคือเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง 3.1% การปรับโครงสร้างภาษีของสหรัฐฯในรอบ30ปี สหรัฐฯปรับสถานการณ์คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยดีเป็นประเทศถูกจับตามอง(WL)ผลให้คงการให้สิทธิพิเศษทางภาษี(จีเอสพี)ของสินค้าไทย สหภาพยุโรปปรับความสัมพันธ์การเมืองกับไทยดีขึ้น เปิดเอฟทีเออาเซียน-จีนเต็มรูปแบบดีต่อการส่งออกไทยเพิ่มขึ้น
ขณะที่ปัจจัยลบคือ การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอาจนำมาซึ่งมาตรการค้าที่เข้มงวดขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นและมองค่าเฉลี่ย 31.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาน้ำมันแนวโน้มสูงขึ้นเฉลี่ย 58 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม คือ มูลค่าและส่วนแบ่งตลาดของไทยในตลาดโลกและคู่ค้าสำคัญเริ่มลดลง เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อาเซียน จีนลดภาษีนำเข้า178รายการเพื่อลดปัญหาขบวนการหิ้วสินค้าเข้าจีนโดยไม่เสียภาษี จีนชะลอนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์ยางจากไทย หลังจากปี2560จีนนำเข้าจากไทยสูงมาก และการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีก 5-12 บาทมีผลต่อต้นทุนสูงขึ้น
นายอัทธ์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตาม มีโอกาสอีก30% การส่งออกไทยจะแย่ลงเหลือ 4% มูลค่า 247,163 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3% ค่าเงินบาทแข็งกว่าประเทศอื่นในอาเซียนมากหรือบาทแข็ง 31.1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ การไม่ตอบรับการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ จีนชะลอการนำเข้าสินค้ายางและสินค้าอื่นๆ รวมถึงเศรษฐกิจประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป โตน้อยว่าคาดการณ์ ตรงกันข้ามหากปัจจัยลบเบาบาง เศรษฐกิจโลกโต 3.2% ค่าเงินบาท 32.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จีนยังนำเข้าสินค้าไทยปกติ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญขยายตัวต่อเนื่องตามเป้าหมาย การส่งออกไทยจะขยายตัวถึง 7.9% มีมูลค่า 256,318 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่โอกาสเกิดขึ้น 20%
” แม้การส่งออกปี2561จะขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แต่ขยายตัวในอัตราลดลง ที่น่าห่วงคือผลกระทบจากแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าระดับ 31.8 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ถือว่าแข็งค่าสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งประเมินว่าปี 2561 ค่าบาทจะแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน 4% จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย กระทบต่อการส่งออกลดลง1.6% มูลค่าส่งออกหายไปกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งปี2560 จากค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน 5.9% ได้กระทบต่อส่งออกหายไป 2.5% หรือมูลค่าส่งออกหายไป5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.82 แสนล้านบาท หากไม่มีเรื่องค่าเงินบาทแข็งปีที่แล้วส่งออกควรขยายตัว12.8 % ดังนั้นเป็นเรื่องด่วนที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งดูแล ซึ่งสิ่งที่เอกชนต้องการคือ ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเร็ว และ แข็งค่าสอดคล้องกับภูมิภาคไม่ใช่แข็งค่าสุดอย่างวันนี้ ซึ่งในภาวะอย่างนี้อัตราแลกเปลี่ยนบาทไทยควรอยู่ที่ 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ส่งออกไทยขยายตัวได้ 7-8% “นายอัทธ์ กล่าว
นายอัทธ์ กล่าวถึงค่าปรับขึ้นค่าแรงงานอีก 5-12 บาท หรือเพิ่มจากวันละ 305 บาท เป็น 310-317 บาท เมื่อเทียบประเทศอาเซียนถือว่าค่าแรงไทยสูงสุด จะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนและการส่งออก ซึ่งในหลักการเห็นด้วยการปรับค่าแรง แต่ไม่ควรปรับเท่ากันทุกจังหวัด เพราะวันนี้ธุรกิจขนาดกลางในต่างจังหวัดยังไม่ฟื้นตัวจากการปรับค่าแรงครั้่งก่อน โดยการผลิตสินค้าเป็นค่าแรง 20% ก็จะถูกขยับเป็น 25% ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบรัฐควรเยียวยาโดยให้สิทธิด้านภาษีนิติบุคคล ตั้งกองทุนช่วยเหลือและชดเชย เช่น ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับธุรกิจที่แบกรับไม่ไหว โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่เป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของส่งออกทั้งหมด รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพต่อหน่วย
นายอัทธ์ กล่าวถึงแนวคิดนำยางพาราขึ้นเป็นบัญชีควบคุมนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะส่งผลดีต่อการบริหารสต็อก ทำให้ราคายางทรงตัว และควรใช้โอกาสนี้ตั้งศูนย์กลางผลิตล้อยาง หลักดันการใช้ยางเพื่อแปรรูปจากปัจจุบัน 13-17% เป็น 20% ของกำลังการผลิต 4 ล้านตันภายใน 1-2 ปี เช่น ส่งเสริมผลิตหมอนรถไฟซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งลงทุน ผลิตล้อยางป้อนรถยนต์ทั่วโลก เป็นต้น

