หน้าแรก เศรษฐกิจ “ทีดีอาร์ไอ”ช...

“ทีดีอาร์ไอ”ชี้เกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบการเปิดเสรีเออีซี-แต่ถึงเวลาต้องปรับตัวเหตุคู่แข่งตามทันแล้ว

16.01.18 | 15:27 น.

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง “แนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า ทีมงานได้จัดทำงานวิจัยในโครงการศึกษาแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตร เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งทำการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ด้วยการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ดัชนีความสามารถแข่งขัน สำรวจ สัมภาษณ์กลุ่ม พบว่าการเปิดเสรีการค้าตามเออีซี ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยต่ำ เพราะแม้อาเซียนจะมีข้อตกลงในเรื่องต่างๆ แต่ไม่มีกลไกบังคับให้ทำตาม แต่ละประเทศต่างปกป้องภาคเกษตรของตนเอง รวมทั้งไทย ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยเงื่อนไขสำคัญของแต่ละประเทศ เช่น ทรัพยากร นโยบายรัฐ เทคโนโลยี และความสามารถของเกษตรกร เป็นต้น อย่างไรก็ตามในตอนนี้ภาคเกษตรไทยจำเป็นอย่างมากต้องปรับตัว เพราะความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อย่างแรงงาน ที่ดิน โลจิสติกส์ และต้นตอความสามารถในการแข่งขันที่ไทยเคยมีและเคยได้เปรียบกำลังถูกชาติคู่แข่งไล่ทัน เช่น คู่แข่งหันมาใช้การค้าเสรี ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกษตรและการวิจัย ไทยหันมาใช้นโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรมากขึ้น ทำให้เกษตรกรไม่ปรับตัว และทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม

นายนิพนธ์ กล่าวว่า มีข้อเสนอแนะการปรับตัว คือ ปฏิรูปโครงสร้างเกษตรทั้งระบบ และมีนโยบายพัฒนารายสินค้า ด้วยการนำเทคโนโลยีและวิจัย มาใช้เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และลดต้นทุน, ใช้มาตรฐานโลกของภาคเอกชน เช่นการผลิตสินค้เกษตรอินทรีย์ ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ปลอดภัย รักษาสิ่งแวดล้อม,เพิ่มรายได้และผลผลิตต่อเกษตรกรมากขึ้น ไม่ใช่ผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้น เพราะไทยมีแรงงานเกษตรน้อย แต่มีทรัพยากรและพื้นที่ทำเกษตรมาก จึงควรมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลผลิตต่อแรงงาน ต่างจากหลายประเทศที่เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพราะมีแรงงานมาก แต่พื้นที่ทำเกษตรจำกัด รวมถึงควรจำกัดการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร เพื่อให้ภาคเกษตปรับตัวตามกลไกตลาด

นางสาวชิยาวรรณ จงวัฒนา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการส่วนสินค้าเกษตร สำนักการค้าสินค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการลอยตัวน้ำตาลในประเทศ ว่า แม้จะมีการลอยตัว แต่เชื่อว่าจะมีมาตรการออกมาให้การดำเนินการลอยตัวค่อยเป็นค่อยไป จะส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยต้องปรับตัว แต่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบนักเพราะระบบความสัมพันธ์ของโรงงานกับชาวไร่อ้อยที่เป็นกลุ่มและมีสัญญาซื้อขายอยู่แล้ว จะทำให้การปรับตัวเดินหน้าได้ ในส่วนผู้บริโภค เชื่อว่ากรมการค้าภายในที่ดูแลราคาขายปลีกน้ำตาลจะมีมาตรการเข้ามาดูแลอยู่แล้ว ขณะเดียวกันการลอยตัวน้ำตาลรัฐบาลควรดูแลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค เอกชน และการทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO)