หน้าแรก เศรษฐกิจ กรศ.ชงแผนลุยอ...

กรศ.ชงแผนลุยอีอีซี รับลูก”บิ๊กตู่”เพิ่มอุตฯป้องกันประเทศเข้ากลุ่มเอสเคิร์ฟ เป้าลดนำเข้ายุทโธปกรณ์

17.01.18 | 16:50 น.

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ครั้งที่ 1/2561 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า จะนำผลการประชุมในวันที่ 17 มกราคมทั้งหมด เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561


โดยที่ประชุมกรศ.เห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม แผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในอีอีซี รับทราบความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ อีอีซี พ.ศ. …รับทราบความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 5 โครงการ คือ รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 และรับทราบความคืบหน้าเขตนวัตกรรมอีอีซี (อีอีซีไอ) ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแผนงานและเป้าหมาย รวมถึงให้สำนักงานเพื่อการพัฒนาอีอีซี ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงรายละเอียดจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับอีอีซี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ กนศ.และสำนักงานเพื่อการพัฒนาอีอีซี กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบแผนงานการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อประกาศให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ)ลำดับที่ 11 หลังจากมีเป้าหมายแล้ว 10 อุตสาหกรรม ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ที่ประชุม กนศ. นายกรัฐมนตรี ให้ไปพิจารณาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เบื้องต้นตามกรอบแผน จะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณ ลดการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่มีราคาสูง หน่วยงานและสถาบันวิจัยในประเทศสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือต่างๆ ร่วมกันได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี และใช้ต่อยอดอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอากาศยาน เรือ ยานยนต์ อาวุธยุทโธปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

“ จะช่วยรัฐบาลประหยัดงบนำเข้าอาวุธเท่าไหร่ต่อปี ยังไม่ได้ทำตัวเลข ครั้งนี้เป็นเพียงกรอบความคิด นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะทำอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ไหม มีวิธีการอย่างไร ส่วนใครเป็นคนดูแลและสานต่อเป็นหลักของแผนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้น กับนายกรัฐมนตรีมอบหมายต่อไป ส่วนจะส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นชิ้นๆด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดแผนระยะต่อไป เบื้องต้นคาดว่าน่าจะสามารถส่งออกในลักษณะชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ทางการทหารได้ ”

Advertisement

นายคณิศ กล่าวอีกว่า กรอบแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 2 ด้าน คือ อุตสาหกรรมการผลิตยุทโธปกรณ์ทางการทหาร โดยกระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และอุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยีสองทาง ซึ่งเป็นสินค้าสามารถใช้ได้ในการค้าทั่วไปกับทำเป็นอาวุธ ตรงนี้มีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เมื่อพิจารณาจุดแข็งและโอกาสทำได้ของอุตสาหกรรมนี้พบว่า อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศด้านนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัญหาความมั่นคงและความเสี่ยงในอนาคต และไทยมีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจทางทหารหลายประเทศ มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมนี้กับไทย ทั้งจากจีน สหรัฐ และญี่ปุ่น

นายคณิศ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้หารือเบื้องต้นกับกระทรวงกลาโหม ถึงแนวทางการให้สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ประกอบด้วยยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมถึงของที่จะนำมาใช้ในงานวิจัยและพัฒนา อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น การได้รับวีซ่าและบัตรอนุญาตทำงาน การถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ขณะเดียวกันภาครัฐอาจพิจารณาให้สิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ผ่านบีโอไอ สร้างแรงจูงใจลงทุนด้วย เช่น กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ผลิตในประเทศ ช่วยจัดหาแหล่งเงินทุน และให้เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา

โดยที่ประชุมยังเห็นชอบประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีก 19 แห่ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จากเดิมกำหนดแล้ว 2 นิคมฯ โดย 18 แห่ง มีพื้นที่รวม 83,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่รองรับการลงทุน 26,000 ไร่ เงินลงทุน1.25 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย ระยอง 5 แห่ง ชลบุรี 12 แห่ง และฉะเชิงเทรา 1 แห่ง ส่วนอีกแห่งเห็นชอบยกระดับนิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. ระยอง เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม รองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสื่อสารด้วยภาษาจีนโดยเฉพาะเป็นเขตส่งเสริมแห่งที่ 19 พื้นที่ 3,000 ไร่ ลงทุน 5.6 หมื่นล้านบาท
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างอิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ครบวงจร ยานยนต์สมัยใหม่ และดิจิทัล ทำให้พื้นที่อีอีซี มีเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมรวม 21 แห่ง มีพื้นที่ประกาศเขตส่งเสริมพิเศษ 86,775 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่รองรับการลงทุน 28,666 ไร่ ลงทุน 1.31 ล้านล้านบาท เฉพาะปี 2561 คาดว่ามีเงินลงทุนทั้งหมดในเขตส่งเสริมฯ 67,000 ล้านบาท

สำหรับเป้าหมายการลงทุนในอีอีซี 5 แสนล้านบาท ใน 5 ปี ละ 1 แสนล้านบาท นั้น ปี 2560 ลงทุนในอีอีซีแล้ว 2.96 แสนล้านบาท เกินกว่าเป้าหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้บีโอไอเพิ่มเป้าหมายใหม่สำหรับการลงทุนอีอีซีระยะ 5 ปีจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ จะชัดเจนก่อนเสนอที่ประชุมกนศ.ด้วย ซึ่งได้กำหนดแผนลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว มีพื้นที่เขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพียงพอสำหรับการลงทุนระยะ 5 ปี เหลือเพียงกนศ.พิจารณาเห็นชอบ

สำหรับรายละเอียดความคืบหน้าและแผนงานที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีอื่นๆ ที่ความเห็นชอบในครั้งนี้ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติอีอีซี พ.ศ. อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ขั้นที่ 2 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเตรียมสู่การพิจารณาวาระ3 เดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในอีอีซี เตรียมนำไปรับฟังความเห็นจากพื้นที่ ซึ่งเป็นแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว รวม 47 โครงการ ลงทุน 30,247 ล้านบาท โดยเป็นงบร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) 23,000 ล้านบาท งบประมาณแผ่นดิน 6,897 ล้านบาท และงบรัฐวิสาหกิจ 350 ล้านบาท

ส่วนโครงการโครงสร้างพื้นฐานลงทุนแบบพีพีพีใน 5 โครงการสำคัญในปี 2561 คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา กำหนดร่างขอบเขตงาน (ทีโออาร์) จะแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ และทำการคัดเลือกเอกชนได้เดือนกรกฎาคม ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา อยู่ระหว่างกำหนดทีโออาร์ คาดจะแล้วเสร็จเดือนสิงหาคม ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา จะลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างการบินไทย และแอร์บัส ที่ฝรั่งเศสเดือนกุมภาพันธ์ ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 อยู่ระหว่างการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงินและสิ่งแวดล้อม คาดศึกษาเสร็จเดือนสิงหาคม และได้เอกชนร่วมทุนเดือนพฤศจิกายน และได้ผู้รับจ้างก่อสร้างเดือนมกราคม 2562 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 กำหนดร่างทีโออาร์แล้วเสร็จเดือนเมษายนนี้ และประกาศเชิญชวนเอกชนได้เดือนมิถุนายน จะคัดเลือกเอกชนได้เดือนกันยายนและดำเนินการได้เดือนตุลาคม

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า แผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่อีอีซี มีอยู่แล้วของกระทรวงคมนาคม แต่เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก ถนน ราง น้ำ อากาศ เพื่อรองรับการพัฒนาอีอีซีสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ตั้งเป้าให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางและเมืองการบินของภูมิภาค และให้ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประตูเศรษฐกิจของซีแอลเอ็มวีและอนุภูมิภาค รวมแล้วมีโครงสร้างพื้นฐาน168 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 988,948 ล้านบาท แบ่งเป็นงบพีพีพี 583,500 ล้านบาท งบประมาณแผ่นดิน 296,684 ล้านบาท และ งบรัฐวิสาหกิจ 98,895 ล้านบาท และกองทุนหมุนเวียน (กองทัพเรือ) คิดเป็น 1%
โดยแบ่งแผนดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย แผนงานระยะเร่งด่วน (2560-2561) เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน ท่าเรือแหลมฉบังและมาตาพุด เฟส 3 แผนงานระยะกลาง (2562-2564) เช่น รถไฟทางคู่แหลมฉบัง-มาบตาพุด มอเตอร์เวย์แหลมฉบัง-ปราจีนบุรี และแผนงานระยะต่อไป (ตั้งแต่ 2565) เช่น รถไฟทางคู่เส้นระยอง-จันทบุรี-ตราด รถไฟเชื่อมท่าเรือทวาย-แหลมฉบัง